วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

http://www.james7.info/

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ พี่น้องทุกท่าน ที่ติดตามทุกบล็อกของผม ซึ่งมี 4 บล็อกและ 1 เวปไซด์ ช่วงหลังผมต้องเดินทาง และสอนออกอากาศ ทางสถานีวิทยุออนไลน์
http://www.radio.riverministry.net/

ผมจึงอยากรวมทุกบล็อกมาไว้ในเวปไดือันเดียว จึงได้ย้าย บทความทุกบล็อกไปไว้ในเวปไซด์ เวปไซด์http://www.james7.info/
จะประกอบไปด้วย เนื้อหาจากเวปทุกหมวด คือ จากหมวดการเยียวยา หมวด การเป็นผู้นำ หมวด การคบเพื่อน เลือกคู่ครอง หมวด พระวิญฯ ความสนิทสนมกับพระเจ้า พร้อมทั้งการฉายวีดิโอ ออนไลน์ ภาพยนต์ และ คำสอนต่างๆของ อาจารย์ เจริญครับ
พระเจ้าอวยพรทุกท่าน

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 5 จงเข้มแข็ง

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 5 จงเข้มแข็ง

หากเรามั่นคงในอุดมคติ ทัศนคติที่ดีกับตัวเองภายใน เราก็จะมั่นคงภายนอกไปด้วย และสิ่งที่เราทำก็จะเป็นการทำซึ่งออกมาจากภายใน เราจะไม่กลัว ไม่อาย

ลองหันมาสร้างความเข้มแข็งภายในดูสิครับ โดยเริ่มจากจิตใจ

ผมจะยกตัวอย่างเรื่องราวในไบเบิ้ล ให้ท่านฟัง พระเยซูได้เล่าเรื่องชายคนหนึ่งเดินทางไปยังเมืองเยรีโค ขณะเดินทางได้ถูกโจรปล้นและทำร้าย ปรากฎว่ามี ปุโรหิต (สมัยนั้นชุดปุโรหิตเรียบร้อย มีรายละเอียดมากมาย ) และมีกฎของปุโรหิต คือ ห้ามแตะต้องศพ ทั้งที่คนยิวด้วยกันที่ถูกทำร้ายจะตายหรือไม่เรายังไม่รู้ แต่ด้วยการรักษาผิดรูปแบบภายนอก ปุโรหิต (นักบวช ผู้นำทางศาสนาของยิว) ก็เดินผ่านไปไม่ใยดี

ต่อมามีคนเลวี (นักเขียน นักศาสนาผู้คัดลอกไบเบิ้ล หรือพระคัมภร์ หรืออาจารย์ผู้รอบรู้พระคัมภีร์) เห็นเข้า ก็คงเพราะมีความรู้มาก มีเหตุผลมากมาย ก็เดินผ่านไป เพราะเกรงว่าจะโดนหลอกทำร้าย ปล่อยให้คนยิวเหมือนกันนอนซมกับการบาดเจ็บต่อไป

สุดท้าย มีชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นชนชาติที่ชาวยิวรังเกียจ เรียกได้ว่าเปรียบแค่เท่ากับสุนัขตัวหนึ่ง ผ่านมาเห็นชาวยิวคนนี้ เขาจึงพาไปหาหมอ และบอกกับหมอว่า เดี๋ยวเขาจะเดินทางกลับมา หากเงินไปพอเขาจะจ่ายให้ทั้งหมดเลย

แล้วตอนนี้ พระเยซูถามคนฟังว่า ใครคือเพื่อนที่แท้จริง

ผมยกเรื่องนี้มาเล่าเพราะอยากให้เห็นตัวยภายในของชาวสะมาเรียว่า แม้ภายนอกชาวยิวจะให้คุณค่าเขาแค่สุนัขตัวหนึ่ง แต่ชาวสะมาเรียมองภายในตัวเองว่า เขาคือคนๆ หนึ่งที่ต้องทำดี นี่คือผลของความเข้มแข็งในจิตใจ ส่งผลให้เสริมสร้างบุคลิคภายนอกที่แท้จริง และเข้มแข็งในตัวตนอย่างแท้จริง

วันนี้จงเข้มแข็งภายใน แล้วมันจะส่งผลต่อภายนอก ครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

Worship song - How great is our god



How Great Is Our God Lyrics
Artist(Band):Chris Tomlin

VERSE(1):
The splendor of a King,
clothed in majesty
Let all the earth rejoice,
all the earth rejoice
He wraps himself in light,
and darkness tries to hide
it trembles at his voice,
trembles at his voice

CHORUS(1):
How great is our God,
sing with me
How great is our God,
and all will see
How great
How great is our God

VERSE(2):
And age to age He stands
and time is in His Hands
Beginning and the End,
Beginning and the End
The Godhead, three in one
Father, Spirit, Son
the Lion and the Lamb,
the Lion and the Lamb

CHORUS(1):
How great is our God,
sing with me
How great is our God,
and all will see
How great,
How great is our God

CHORUS(2)
Name above all names
Worthy of all praise
My heart will sing
how great is our God
Name above all names
you are worthy of all praise
and my heart will sing
how great is our God


CHORUS(1):
How great is our God,
Sing with me
How great is our God,
and all will see
How great,
How great is our God


CHORUS(1):
How great is our God,
Sing with me
How great is our God,
and all will see
How great,
How great is our God
How great is our God,
Sing with me
How great is our God,
and all will see
How great,
How great is our God

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่สี่ บุคลิก สไตล์การทำงาน และจริยธรรม

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่สี่ บุคลิค สไตล์การทำงาน และจริยธรรม

คนเรามีสามเรื่องที่มักจะทำให้เสียความสัมพันธ์ คือ สไตล์การทำงาน หรือบุคลิก การดำเนินชีวิต และสุดท้าย คือ เรื่องจริยธรรม

เราจะเห็นว่าเวลาคนเราทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน ไม่อยากทำงานกับหัวหน้าคนนี้ หรือเพื่อนคนนี้ ลองคิดดี ๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร สไตล์การทำงานของเขา สไตล์การทำงาน หรือเขาทำผิดจริยธรรม ?

ทำไม ?เพราะเรามักจะเลิก หยุด ละ ท้อใจ หมดใจ กับบางคน ซึ่งอาจเป็นหัวหน้า หรือ เพื่อนร่วมงาน เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง

จิตใจของเราต้องปรับใหม่ คิดใหม่ ว่าขอให้งานสำเร็จ จากทีมของเรา แต่เราไม่เหมือนกันด้านบุคลิก ซึ่งจะพูดภายหลัง และแต่ละบุคลิกก็จะมีวิธี สไตล์การทำงานไม่เหมือนกัน

แต่หากจิตใจเราไม่เข้มแข็ง เราจะท้อใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง คือ บุคลิตและวิธีสไตล์การทำงาน เลยทำไห้เราพลาดจากเพื่อนร่วมงานที่หลากหลาย และเสริมสร้างอารมณ์ จิตใจของเราได้ เพราะว่าสิ่งเดียวที่เรารับไม่ได้คือ เขาทำผิดจริยธรรม หรือจรรยาบรรณ

คนสมัยนี้แปลกครับ คนทำผิดจริยธรรมเราเฉย ๆ รับได้ แต่คนทำงานร่วมกับเรา แค่ทำงานคนละสไตล์กับเรา หรือบุคลิกเล็กๆน้อยๆ มันรบกวนจิตใจเรา จนตัดขาดจากความเป็นเพื่อน หรือไม่อยากทำงานร่วมกับเขาไปเลย แบบนี้ไม่ดีครับ เพราะคนบางคน บุคลิกเขาไม่ดี หรือสไตล์การทำงานแตกต่างจากเรา แต่เขาไม่ทำร้ายจิตใจเราแน่ เพราะนั่นตือตัวตนของเขา และเขาก็ไม่ได้ทำผิดจริยธรรม ไม่ทำให้ท่านเดือนร้อนแน่ครับ วันนี้หัดคิดใหม่ เพื่อจิตใจท่านจะไม่ถูกรบกวนจากเรื่องหยุมหยิม ที่ไม่ควร ให้มันทำลายสุขภาพจิตของท่าน

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่สาม อย่าตัดสัมพันธ์คนง่าย ๆ

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่สาม อย่าตัดสัมพันธ์คนง่าย ๆ

"อย่าเผาสะพานทิ้ง" คำพูดนี้เป็นสำนวนคนจีนครับ เพราะเมื่อทหารไปรบ ด้วยความกล้าหึกเหิม เขาจะต้องชนะและไม่หนีกลับมา จะไปยึดเอาข้างหน้าเป็นที่ตั้ง จึงตัด เผาสพานทิ้ง บ่งบอกว่าจะไม่กลับมาอีก

แต่ว่าหากแพ้ละ เขาจะกลับมา สะพานถูกเผาเสียแล้ว หรือในอีกทำนองหนึ่ง เราประยุกต์ในเรื่องการคบค้าสมาคม เมื่อเราจะเปลี่ยนที่ทำงาน หรือเกิดการบาดหมางใจกับกับใครบางคน เราเผาสะพานทิ้ง โดยเปลี่ยน ลบเบอร์มือถือ อีเมลล์ เลิกติดต่อ ทำไมครับ เพราะวันหนึ่งคน ๆ นั้น อาจเป็นเพื่อนที่หนุนใจ ชูใจ และใกล้ชิดที่สุดในยามคุณยากลำบาก

และคนที่คุณคืดว่าเขาดีที่สุดอาจไม่อยู่ตอนนั้น เหมือนคำว่า ‘มิตรที่ใกล้ชิด บางทีสนิทกว่าพี่น้อง ‘แต่ท่านอาจจะไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยบางเรื่องของเขา ท่านกลับ ตัดความสัมพันธิ์แบบไม่มีเยื่อใย แต่วันหนึ่งท่านท้อแท้ในจิตใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?

ดังนั้น จะออกจากงาน หรือย้ายที่อยู่ หรือจากกันอย่าเผาสะพานทิ้ง รักษาสะพานนั้นไว้ เพราะวันหนึ่ง ท่านอาจจะต้องกลับมาหา หรือเดินข้ามสะพานนนั้นอีกครั้งครับ ดูเหมือนมันไม่ง่ายที่จะทำ แต่มันมีผลมหาศาล เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นกำลังใจ และโอบรับท่านกลับมาอีกครั้งหนึ่งได้เช่นกัน

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ สอง หาคนที่ รู้ใจเราดี

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ สอง หาคนที่รู้ใจเราดี

ชีวิตของมนุษย์ ประกอบไปด้วย สามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ ร่างกาย ส่วนที่สองคือ จิตใจ และส่วนที่สามคือจิตวิญญาณ

ลองคิดดูสิครับว่าหากเรามีร่างกาย แต่ไม่มีวิญญาณเราก็คือคนตาย แต่หากเรามีวิญญาณแต่ไม่มีร่างกาย เราก็คือวิญญาณ แต่หากเรามีวิญญาณ ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ ชีวิตของเราจะกลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก อารมณ์เห็นอกเห็นใจ หรือรับรู้การสัมผัสของร่างกาย เราจะเป็นคนที่แห้งแล้งมากเลยทีเดียว
หลายคนไม่เข้าใจว่าจิตใจมีผลต่อชีวิตมาก เหมือนคำที่กล่าวว่าจิตใจที่ดีเหมือนยาวิเศษ คนป่วย คนท้อใจอยู่ในอาการเจ็บป่วยยาวนาน หากรับกำลังใจที่ดี ได้รับคำพูดหรือข่าวเรื่องราวที่เสริมสร้าง จิตใจก็จะหึกเหิม จะช่วย ให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมา และกล้าที่จะบุกน้ำลุยไฟอย่างไหนก็ได้

เพราะเขารู้ว่าหากทำผิดพลาด หรือสำเร็จก็จะมีคนๆ หนึ่ง คอยให้กำลังใจและปลอบใจให้แก่เขา และตอนนี้เราจะมาคุยกันว่า จะให้อาหารด้านจิตใจได้อย่างไร

เรื่องแรกคือคน คนที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้ว คือคนๆ นี้ เขาที่จะรู้สึกดีต่อท่าน คนที่คอยให้กำลังใจแก่ท่าน แม้ท่านล้มลง พ่ายแพ้ ท่านจะมีคนๆนี้ คอยให้กำลังใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่กับม่านตลอดเวลา หรืออยู่ด้วยกัน เขาอาจอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ท่านสามารถเขียนอีเมล์ โทรศัพท์ หรือไปหา เขาจะต้อนรับท่านเสมอ

วันนี้ท่านสร้างสัมพันธ์ และมีคนๆนี้แล้วหรือยัง เพราะหากท่านยังไม่มีก็จงเริ่มสร้างสัมพันธ์กับ ใครบางคน เสียตั้งแต่วันนี้ครับ แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ผิดหวังเลย ในยามที่ท่านต้องการใครสักคนหนึ่ง

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่1 การตั้งเป้าหมาย

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่1 การตั้งเป้าหมาย

ทุกวันนี้พวกเราทุกคนคงหนีไม่พ้นปัญหา อุปสรรคที่มีผลต่อจิตใจของเรา มันส่งผลให้อารมณ์ของเราดีและไม่ดี และส่งผลต่อคนรอบข้าง ที่จะโดนกระทบต่อสิ่งที่เราแสดงออก

คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น จะเป็นผู้ที่ทนต่อปัญหา สถานการณ์ที่กระทบเข้ามา เหมือนกับต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่ รากแข็งแรง ต้นใหญ่มั่นคง เมื่อโดนฝน พายุ อากาศร้อน หนาว เย็น ย่อมคงทนได้ทุกฤดูกาล

แต่ต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง ไม่ได้รับการดูแล รากแก้วไม่แข็งแรง ลำต้นไม่แข็งแรง ย่อมจะล้มลงง่ายๆ ตายไปด้วยความร้อน หรือ อากาศ หรือช่วงขาดน้ำเพียงไม่กี่วัน

จึงอยากคุยวันนี้ว่าเราจะสร้างกำลังจิตใจให้แข็งแรงได้อย่างไร ? เพราะไม่เช่นนั้นท่านจะอยู่ในโลกนี้เหมือนต้นไม้ไม่แข็งแรง โดนลมพัดไปมา เหมือนคำสอนของเปาโล ผู้นำชาวยิว กล่าวว่าหันไปเห มาด้วยลมปากของมนุษย์ ก็คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามคำชักจูงของคน ซึ่งเราไม่รู้ว่าคนนั้นจะพูดในสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่เมื่อคำพูดนั้นได้วิ่งเข้ามาในหู ถูกกลั่นกรองในสมอง ย่อมมีผลต่อจิตใจของเรา
และส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้ จึงอยากหนุนใจว่าวันนี้ หรือคืนนี้ที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ จงตั้งใจ ตั้งเป้าที่จะสร้างจิตใจ หรือจิตวิญญาณของท่านให้สมบูรณ์แข็งแรงและเติบโต หรือผมอยากจะใช้คำหนึ่งว่า “เป็นผู้ใหญ่” ในจิตวิญญาณนะครับ

จงจำไว้เรากำหนดเองได้ว่าจะให้จิตใจของเราเป็นอย่างไร ? เพราะเราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สถานการณ์หรือผู้หนึ่งผู้ใด

แล้ววันนี้ท่านกำหนด ตั้งเป้าหมาย ที่จะคิด เลือก ฟัง สิ่งที่ดีให้เป็นอาหารแก่จิตใจของท่านหรือยัง

หมวดวินัยชีวิต ตอน ต้องมีขอบเขตบางเรื่องในการคิด

หมวดวินัยชีวิต ตอน ต้องมีขอบเขตบางเรื่องในการคิด

สภษ.27: 19 “ในน้ำ คนเห็นหน้าคนฉันใด ความคิดของคนก็ส่อคนฉันนั้น”
เราต้องสร้างระบบความคิดของเราให้ดี เหมือนเราจะประกอบรถยนต์คันหนึ่ง เราต้องรู้ว่าควรจะมีสามส่วนใหญ่ๆ คือ เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อะไหล่ที่จะนำมาประกอบเป็นรถ และสุดท้ายอุปกรณ์ที่จะใส่พวกเชื้อเพลิง สามส่วนนี้จะทำให้รถวิ่งไปได้ แต่หากว่าเราเอาอะไรที่ไม่ใช่ส่วนประกอบใส่รวมๆ เข้าไปไม่คัดแยก เช่นใส่อุปกรณ์ใบพัดสำหรับครื่องบิน หรือใบพายสำหรับเรือแจวเข้าไปในรถ มันคงจะรกมากกว่าเป็นรถ และมองไม่ออกว่าสิ่งที่เราจะสร้างคืออะไร

เหมือนกันชีวิตที่พระเจ้าสร้างเรามามีสามส่วน คือ จิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ

เราควรมีความคิดที่เป็นอาหารที่ทำให้สามส่วนเจริญขึ้น นั่นคือ ความเชื่อในศาสนาที่ทำให้เรามีคุณธรรม ทำความดีแก่ผู้อื่น

สอง มีความรักในตัวเองก็จะทำให้เราดูแลสุขภาพ และละทิ้งสิ่งใดที่ทำให้เราคิด ทำ ให้เรามีอารมณ์ที่แย่ลง หรือทำในสิ่งที่เป็นอบายมุข

และสุดท้ายก็คือ ความหวัง เป็นคนมีพลัง มีกำลังใจพร้อมที่จะต่อสู้ มีทัศนคติที่ดีและมองโลกด้วยความเป็นธรรม ไม่มองในแง่ดีจนเกินไปจนมองไม่เห็นความชั่วร้าย ไม่มองอะไรชั่วร้ายจนเกินไปจนไม่มีความสมดุลย์ครับ
ระบบความคิดที่ดีนั้น มักจะมาจากการมีความรู้ ความเข้าใจ หรือมีฐานข้อมูลที่ดี เรื่องนี้เคยกล่าวไปแล้ว แต่ตอนนี้จะแนะนำสิ่งที่เป็นเครื่องตัดสินใจในการคิด ประการแรก หากเราคิดเรื่องหนึ่งเรื่องใด เราคิดสิครับว่า เรื่องนี้จะทำให้เราเจริญขึ้นด้วยอารมณ์ ปัญญา หรือนำไปปฎิบัติแล้วจะทำให้ดีขึ้นไหม

อีกประการหนึ่ง คือ สิ่งที่คิดผิดจริยธรรมไหม และสิ่งที่คิดจิตใจได้ฟ้องผิดหรือขัดแย้งในตัวเองหรือเปล่า อีกอย่างในเมื่อเราเป็น คริสตชนเรื่องนี้สำคัญ หากพระเยซูคริสต์ทรงคิดเรื่องนี้พระองค์จะคิดแบบเราหรือเปล่าครับ เสมือน สนามฟุตบอลที่มีการแข่งขัน หากไม่มีเส้น ไม่มีกรรมการ หรือไม่มีกติกา นักฟุตบอลคงเตะฟุตบอลไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่มีโกล์ดเป็นเป้าหมาย อีกกี่ปีพวกเขาจะเล่นจนจบการแข่งขัน ความคิดของเราก็เป็นแบบนั้น ครับ ต้องมีเส้นขีดชัดเจน

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระเจ้าจะฝึกท่านดังนกอินทรีย์ ตอนที่ 01 รังของนกอินทรีย์

พระเจ้าจะฝึกท่านดังนกอินทรีย์ ตอนที่ 01 รังของนกอินทรีย์

นกอินทรีย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีปีกที่แข็งแรง ขนาดใหญ่ และมีโครงสร้างทางกายภาพที่แข็งแรง จัดอยู่ในประเภทนกที่ล่าเหยื่อเป็นอาหาร มีปลายปีกแหลมหรือปีกแตก จะงอยปากงองุ้มเป็นตะขอ

สังเกตว่าพระเจ้าทรงเปรียบเราเป็นดังนกอินทรีย์ เพื่อเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่ฝ่ายรับ เป็นฝ่ายออกไปไม่ใช่อยู่กับที่

นกอินทรีเป็นนกที่มีลักษณะสวยงาม แข็งแรง สายตาคม บินเร็ว โจมตีแม่นยำ ทำให้มองเห็นเหยื่อได้แต่ไกล ดังสายตาแห่งจิตวิญญาณของเรา ที่พระเจ้าทรงให้ มองเห็น เข้าใจไกลกว่า

เรื่องอื่น ๆ ที่เปรียบเทียบ ได้แก่ มีเพดานบินตั้งแต่พื้นราบจนถึงความสูง 2,100 เมตร ส่วนใหญ่จะมีสีเข้มและสร้างรังอยู่บนที่ภูผา ที่ชัน เหมือนชีวิตเรากับพระเจ้า ที่อยู่ที่สูง ชัน และอันตราย เสี่ยงภัย สำหรับผู้ไม่เชื่อไม่ใช่ลูกพระเจ้า ไม่ใช่ลูกนกอินทรีย์ แต่สำหรับพวกเราที่มีชีวิต ความชำนาญ ที่จะอยู่ด้วยความเชื่อ เป็นดังนกอินทรีย์ที่คุ้นเคยกับความสูง และถูกเลี้ยงมากับสายลมและหินผา แต่มันไม่เคยที่จะรู้สึกว่าเป็นอันตรายเลย

อินทรีย์เป็นนกที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงทำให้ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการล่าเหยื่อ

เห็นรึยังว่า พระเจ้าทรงเปปรียบโลกฝ่ายวิญญาณในอาณาจักรแผ่นดินของพระองค์ เราเป็นดังราชา เพราะเราร่วมปกครองกับพระองค์ ในมิติฝ่ายวิญญาณและแผ่นดินสวรรค์

แต่กว่านกอินทรีย์จะโตจนแข็งแกร่ง ก็ต้องรับการฝึกฝนตั้งแต่เกิด ถูกแม่นกเตรียมชีวิตกว่า จะออกจากรัง มีขบวนการที่จะสอนให้เรารู้ว่ากว่าจะเป็นนกอินทรีย์ ได้ มันไม่ได้แข็งแกร่ง แหลมคมโดยกำเนิด เพราะทุกชีวิตย่อมมีขบวนการถูกเสริมสร้างและฝึกฝน ให้เรามาดูแต่ละช่วงแต่ละวัยของนกอินทรีย์ด้วยกัน

นกอินทรีย์วัยเด็ก
ยุทธวิธีในการเลี้ยงและฝึกลูกของนกอินทรีย์ และการสร้างรังของนกอินทรี มีความหมายซับซ้อน แต่มีบทเรียนของการสร้างลูกของมัน โดยเฉพาะรังของลูกนก

ชั้นที่หนึ่ง นกอินทรีย์จะหาก้อนหินมารองก่อน เพื่อใช้ในการสร้างฐานของรังให้มั่นคง ก็เหมือนชีวิตของเราต้องมีพระคริสต์เป็นศิลา คือหิน เช่นกันเราต้องมี รากฐานที่มั่นคง ตั้งแต่เรารับเชื่อ เราจำเป็นต่องมีคริสตจักร และพ่อแม่ฝ่ายวิญญาณ ดูแล เลี้ยงดู ปลูกฝังค่านิยมในชีวิตพระคริสต์ให้แก่เรา

ชั้นที่สอง แม่นกจะคาบกิ่งไม้ทั้งใหญ่เล็กมาวางซ้อนทับก้อนหิน ซึ่งเหตุนี้ เราจำเป็นต้องมี ประสบการณ์กิ่งไม้ หรือไม้กางเขน เมื่อพูดถึงไม้ ชาวฮิบรูรู้เลยว่า มักจะเล็งถึงกางเขน หรือคำว่าต้นไม้เป็นชีวิตบนกางเขน เราต้องโตขึ้น จนเข้าใจชีวิตการแบกกางเขนของเรา

ชั้นที่สาม แม่นกจะหาหนามที่แหลมคมทั้งหนามเล็กและใหญ่มาวางซ้อนต่อจากกิ่งไม้อีกชั้น แน่นอน หนามเล็งถึงคามเจ็บปวด การทิ่มแทง พระเจ้าก็ต้องการ ให้เราเรียนรู้การเอาชนะ ความเจ็บปวด แต่เราต้องเรียนรู้วิธีชนะ สู้ ฟันฝ่า หนามที่ทิ่มแทงจิตใจ และการทนทุกข์ของร่างกาย เพื่อเอาชนะความบาป เนื้อหนังในชีวิตของเรา

ชั้นที่สี่ แม่นกจะหาใบไม้และหญ้าแห้งมาปูทับกิ่งไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิด เพราะหญ้าแห้งก็จะนุ่มขึ้นจากหนาม ดูเหมือนแม่นกอินทรีย์จะเอาส่วนที่นุ่มที่สุดไว้ข้างบน และส่วนที่ แข็งที่สุดไว้ข้างล่าง เพื่อ ชีวิตของเราจะเห็นว่าพระเจ้าให้สิ่งยาก เพื่อฝึกความอดทน แต่พระองค์ก็ทรงมีระดับยากง่ายและหนักเบาในการทดสอบเรา ดังพระวจนะที่กล่าวว่า พระองค์จะไม่ให้การทดสอบแก่เราจนเกินกำลังที่จะทนได้

ชั้นที่ห้า ชั้นสุดท้ายจะปูรังด้วยการสลัดขนของตนเอง ขนมาจากแม่นก หมายถึงชีวิตของเรามาจากพระกายของพระคริสต์ เรารับขนมปังมหาสนิท เป็นการเข้าสู่ความเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พระกายที่เจ็บปวด อับอายเพื่อเรา โลหิตของพระองค์ที่ชำระเรา เพราะชีวิตลูกนก พื้นฐานมาจากตัวแม่นกเอง พื้นฐาน ความสัมพันธ์เรากับพระคริสต์ก็มาจากพระกายของพระองค์

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การช่วยกู้จากพระเจ้าผ่านคนที่คุณมองข้าม

การช่วยกู้จากพระเจ้าผ่านคนที่คุณมองข้าม

จำได้ว่าครั้งหนึ่งขณะลูกชายยังเล็กมาก ประมาณสี่ขวบ ได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ช่วงปีใหม่ ขากลับผมตีตั๋วรถไฟจากเชียงใหม่เพื่อมุ่งกลับสู่กรุงเทพฯ ปรากฎว่ารถไฟเที่ยวที่ผมจองตั๋วไว้เวลาออกจริงๆ 20.40 น. ผมตีตั๋วรถนอนไว้ครับ เพราะลูกชายจะได้นอนสบาย และผมกับภรรยาเมื่อมาถึงกรุงเทพฯก็จะตรงไปทำงานกันเลย

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็จะเกิดขึ้นจนได้ เมื่อมาถึงสถานีเจ้าหน้าที่ประกาศว่า เนื่องจากรถไฟเที่ยวนี้เสีย รถจะมารับตอนตี 2 หมายความว่าทุกคนต้องรออีก 5 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที

บางคนก็คืนตั๋วเพราะคงจะหาที่พักหรือโรงแรมแถวๆนั้น ส่วนผมกับภรรยาตัดสินใจรอครับเพราะดึกแล้ว ตอนที่เขาประกาศจะไปไหนก็ไม่ได้ อีกทั้งรถเที่ยวอื่นๆก็เต็มหมด จะไปนั่งทัวร์ก็ต้องรอวันรุ่งขึ้นหรือเครื่องบินก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนั้นเรารอ จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน

ผมตัดสินใจไปถามรายละเอียดจากนายสถานีจึงรู้ว่ารถที่จะนำเราเข้ากรุงเทพฯ ทางอื่นได้ไหม นายสถานีบอกว่าได้ แต่เป็นรถนั่งธรรมดาชั้น 3 และจัดให้เหลือเพียง 3 ตู้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ต้องกลับกรุงเทพฯให้ได้ เพราะทั้งผมและภรรยาต่างก็ติดประชุม และหากกลับคืนนี้วันต่อไปก็ไม่มีตั๋วอยู่ดี

ข้างๆ ที่เรานั่งรอรถไฟ มีหญิงคาดว่าเป็นหมอนวด หรือหญิงโสเภณี อยู่ 4-5 คน ที่พากันมาส่งมาม่าซัง หรือแม่เล้า เนื่องจากกริยา คำพูดของพวกเธอบ่งบอกอย่างชัดเจน เมื่อขบวนรถไฟชั้นสาม มาถึงเพื่อรับพวกเรา ท่านคิดดูสิว่าคนที่รอมากมาย เพราะอยากจะกลับกรุงเทพฯ หรือลงตามระยะทางตามจังหวัดต่างๆ มากมาย

เมื่อรถมาจอดที่ชานชลา ปรากฤว่ามีเพียงสามตู้เท่านั้น ผมคิดว่าคงต้องยืนเบียดๆกันทุกคน หรือบางคนอาจต้องไปนั่งบนตู้โบกี้แน่ มันจะพอได้อย่างไรกับผู้โดยสารที่แน่นมากมายขนาดนี้

เมื่อรถไฟจอดปุ๊บ คนหลายร้อยคนต้องแย่งกันขึ้นรถไฟซึ่งมีเพียง 3 ตู้ ต่างก็คาดหวังว่าจะได้นั่ง เพราะเพลียด้วยการอดหลับอดนอนมากันหลายชั่วโมง ผมกับภรรยาก็เก็บข้าวของวิ่งขึ้นรถ แต่ปรากฎว่าช้าไปครับ เมื่อถึงบันไดเราก็ถูกเบียดและผลักจนขึ้นไม่ได้ อีกทั้งมือทั้ง 2 ของเราก็ไม่ว่าง เพราะภรรยาผมต้องอุ้มลูกและผมต้องหิ้วกระเป๋า ทันใดนั้นเองหมอนวดคนหนึ่งก็วิ่งลงจากรถไฟ เพราะพวกเธอไปถึงก่อน มาอุ้มลูกผมไปก่อน ทำให้ภรรยาผมจึงขึ้นไปได้และผู้ชายที่มากับพวกผู้หญิงก็เข้ามาช่วยผมยกกระเป๋าขึ้นไป

เมื่อขึ้นไปบนรถไฟได้แล้ว หมอนวดอีก 3 คนได้นั่งจองที่นั่งให้เรียบร้อยแล้ว พวกเธอลุกขึ้นและให้เรานั่ง 3 พ่อแม่ลูกและพวกเธอก็ลงจากรถไฟไป โดยที่เธอบอกว่าเธอขึ้นมาก่อนเพื่อเตรียมที่สำหรับเรา 3 คนแล้ว

ขอบคุณพระเจ้า ท่ามกลางปัญหา เรายังเห็นพระพรของพระเจ้าที่ทรงให้คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า คนที่สังคมประนามดูหมิ่น เป็นหญิงแพศยา เป็นหมอนวด แต่มีน้ำใจช่วยเหลือเรา

ผมกับภรรยาได้รับการหนุนน้ำใจอย่างมากในเหตุการณ์นี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมการช่วยกู้ให้เรา ได้วางแผนการณ์ที่จะช่วยให้เรามีที่นั่ง ผ่านคนที่หลายคนมองค่าไร้คุณค่า หรือรังเกียจ

เหตุนี้เองผมจึงได้เริ่มคิดไตร่ตรองในพระคัมภีร์ว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงรักและนำความรอด ให้โอกาสสงสาร สนพระทัยหญิงโสเภณี เพราะพระเจ้ามองที่ใจ ไม่ได้มองภายนอก และพระองค์สามารถใช้คนที่จะเป็นพระพร อุปกรณ์ของพระองค์ เพื่อมาช่วยเรา แม้โลกคิดว่าต่ำต้อย ผิดกับพวกฟาริสี ที่คิดว่าตนเองเคร่งครัดบริสุทธิ์ แต่ไร้ความรักความเมตตา

วันนี้เรื่องสำคัญคือ เราจะเปิดรับพระพรของพระเจ้า การช่วยกู้จากพระองค์ผ่านวิธีการ หรือความคิดของเรา หรือ ให้พระองค์นำ ซึ่งมันอาจจะทำไห้คุณคิดไม่ถึง เพราะมันอาจเป็นคนที่คุณมองข้าม เพราะสิ่งที่หูไม่ได้ยิน และตามองไม่เห็นเป็นสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์ครับ

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชีวิตที่เคยล้มลงของแคทเธอรีน คูลห์แมน

ชีวิตที่เคยล้มลงของแคทเธอรีน คูลห์แมน

11 ก.พ. 1891 -- 9 พ.ค.1907 ช่วงชีวิตของ Kathryn Johanna Kuhlman บุตรของ Joseph Adolph Kuhlman กับ Emma Walkenhorst ที่เมือง คอนคอร์เดีย รัฐมิสซูรี่ พี่สาวของเธอชื่อ Myrtle Kuhlman แต่งงานกับ Everett Parrot

ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1921 แคทเธอรีน คูลห์แมน บังเกิดใหม่ที่ คจ.เมทธอดิสท์ ประมาณปี 1924 แคทเธอรีนร่วมกับพี่สาวและพี่เขยเดินทางไปประกาศที่รัฐวอชิงตันและโอเรกอน ตอนนั้นเธอได้มีโอกาสเทศนาบ้างเป็นครั้งคราว จนปี 1928 เธอเริ่มต้นพันธกิจของตัวเองที่เมืองบอยเซ่ รัฐไอดาโฮ จนถึงปี 1933 ที่เมืองพิวโบล รัฐโคโรลาโด้ เธอได้จัดการประชุม ฟื้นใจ และดำเนินติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 6 เดือน

ต่อมาวันที่ 27 ส.ค. 1933 - จัดการประชุมที่เดน เวอร์เป็นครั้งแรกและดำเนินยาวนานเป็นเวลา 5 ปี และเริ่มต้นจัดรายการ วิทยุเป็นครั้งแรก ชื่อว่า KVOD จนวันที่ 28 ธ.ค. 1934 -- คุณพ่อถูกรถชน และเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา โดยไม่ได้เห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย


ต่อมา 25 ก.พ. 1935 หน่วยงาน Denver Revival Tabernacle ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมี แคทเธอรีน คูลห์แมน เป็นผู้อำนวยการการก่อตั้งอาคาร ซึ่งสร้างแล้ว เสร็จในเดือนมิถุนายน ปี1936 คุณแม่ของเธอบังเกิดใหม่และรับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะร่วมการประชุมของเธอที่เมืองเดนเวอร์

เหตุการเริ่มแปรผันเมื่อเธอหันจากการทรงเรียกของพระเจ้า ต้นปี 1937 Burroughs Waltrip ผู้ประกาศหนุ่มรูปหล่อชาวเมืองเท็กซัส ซี่งเป็นหนึ่งในนักเทศน์รับเชิญหลายคนที่ถูกเชิญให้มาเทศนา มาเยี่ยม Denver Revival Tabernacle เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นในปลายปีเดียวกัน เขาฟ้องหย่าภรรยาคนแรกของเขา เขาทิ้งเธอพร้อมลูกชายเล็ก ๆ 2 คน และมาเริ่มต้นพันธกิจใหม่ของตัว เอง ตั้งชื่อว่า Radio Chapel ที่เมืองเมสันซิตี้ รัฐไอโอว่า

เดือนกรกฎาคม 1938 – แคทเธอรีน คูลห์แมนได้รับเชิญให้มาเทศนาที่ Radio Chapel ปรากฏว่าสองคนเริ่มมีความสัมพันธ์ ลึกซึ้งต่อกัน จนวันที่ 18 ต.ค.1938 แคทเธอรีนได้แต่งงานกับ Burroughs Waltrip ที่เมืองเมสันซิตี้

Radio Chapel ถูกปิดหลังจากนั้นไม่นาน และทั้งคู่ต้องจากไอโอว่าไปอยู่ที่อื่น จนปี 1943 ข่าวเรื่องการแอบแต่งงานอย่างไม่ถูกต้องของทั้งสองรั่วออกไป ทำให้การ ประชุมต้องถูกยกเลิกไป ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนท์ ที่เมืองลอสแองเจลลิส รัฐคาลิฟอร์เนีย ที่นั่นเองที่แคทเธอรีนมีประสบการณ์ตายต่อตัวเอง เธอ รู้สำนึกผิดและตัดสนใจทิ้งสามีของเธอ ซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวไปเมืองแฟลงคลิน รัฐเพนซิลวาเนีย โดยไม่กลับมาหาและติดต่อชายที่เธอแต่งงานด้วยอย่างไม่ถูกต้องอีกเลยตลอดชีวิต

เธอซื้อตั๋วรถไปเที่ยวเดียวจริงๆ และไม่คิดหันหลังกลับมาอีก ชีวิตเธอมอบให้กับพระองค์ กลับมาสู่การทรงเรียกอีกครั้งอย่างแท้จริง

พายุเริ่มโหมเข้ามา ปี 1945 อีกสองปีหลังเธอกลับใจใหม่ จากความบาปล่วงประเวณี เธอถูกพาดหัวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่าหย่ากับสามี ทั้งที่ขณะนั้นวอลทริบยังไม่ได้ยื่นขอหย่ากับเธอเลยตามกฏหมาย จึงต้องกลับไปเพนซิลวาเนีย จากนั้นเมื่อเธอเดินทางไปที่ไหน เริ่มจัดประกาศ เมื่อถีงวันงานหนังสือพิมพ์ หรือนักข่าว บางครั้งก็เป็นคริสตจักร ได้ออกข่าวโจมตี เธอว่าเคยแต่งานและหย่า จึงทำไห้งานประกาศ งานประชุมของเธอเลิกจัดกลางครัน บางครั้งเธอย้ายไปอีกเมืองหนึ่ง และเริ่มจัดการประชุมใหม่ ใกล้ถึงเวลางานปรากฏว่าข่าวเรื่องการหย่ากับสามี ก็ตามไปถึงที่นั่น เธอก็งดจัดการประชุมอีก ผลจากการกลับใจใหม่ของเธอ และละทิ้งกับความบาปในอดีต แม้พระเจ้ายกโทษให้แก่เธอ แต่ว่านักข่าว คริสตชน ไม่ยอมที่จะให้โอกาสเธอเสียแล้ว เธอต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ๆ เพราะอยากหลบคำกล่าวหาจากอดีต และเธอต้องพิสูจน์ การกลับใจใหม่ไปอีกนาน โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะผ่านพ้นสถานการณ์นี้

พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ ก.พ. 1946 –เธอเริ่มเช่าสถานที่ของ Gospel Tabernacle จาก M.J. Maloney เธอเริ่มต้นออกอากาศรายการวิทยุ และต่อมา เธอเริ่มสนใจเรื่องการรักษาโรค จึงเดินทางไปดูตามที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดครูเสด รักษาโรค และเธอเริ่มศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องพระวิญญาณ บริสุทธิ์

ต่อมา พ.ย. 1946 – เธอ ได้พบกับหญิงม่าย 2 คน ซึ่งได้ชวนให้แคทเธอรีนไปอยู่ด้วย ต่อมาหญิงม่ายคนหนึ่งตาย อีกคนกลายเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของ แคทเธอรีนตลอดชีวิตของเธอ

จนเดือน เมษายน 1947 -เธอ เริ่มสอนเรื่องพระวิญญาณ จากนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นพยานว่าได้รับการรักษาโรค อีกไม่นานต่อมาก็มีการหายโรคครั้งที่สอง

จนปี 1948 วอลทริบ สามีเธอ ขอหย่าอย่างเป็นทางการ โดยมีเพื่อนสนิทของทั้งสองเป็นผู้เดินเรื่องให้อย่างลับ ๆ จนวันที่ 4 ก.ค. 1948 – เธอจัดการประชุม Miracle Crusade เป็นครั้งแรก จากนั้นก็จัดติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ห้องประชุมล้นและเกิดการอัศจรรย์ตั้งแต่ครั้งแรกของการประชุม และปี 1973 -- ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทางด้านมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยออรัล โรเบิร์ท แคทเธอรีน เสียชีวิตในวันที่ 20 ก.พ. 1976 เนื่องจากหัวใจล้มเหลว

จากบทเรียนนี้ แม้จะพลาดออกจากเส้นทางของพระเจ้า บาปหนักแค่ไหน มนุษย์รังเกียจ และจะไม่มีโอกาสให้ได้ยืนหยัด แต่ผลจากการกลับใจใหม่ของท่าน ก็จะเป็นที่ประจักษ์ และสามารถรับใช้ในงาน อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งได้ เหมือนแคทเธอรีน คูลห์แมน ผู้ที่ตีตั๋วรถไฟเที่ยวเดียว ออกจากชีวิตเก่า และไม่ตีตั๋กลับอีกเลย พระเจ้ารอทุกคนอยู่ครับ

วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เบเอลเซบูล

เบเอลเซบูล

เบเอลเซบูล หรือเจ้าแห่งแมลง เป็นชื่อที่พวกฟาริสีกล่าวหาว่าพระเยซูคริสต์ขับผีออกโดยอำนาจของเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือหัวหน้าปีศาจ

เบเอลเซบูลเป็นชื่อที่ชาวยิวใช้เรียกซาตาน และใช้ล้อเลียนดูถูกพระบาอัล ซึ่งเป็นพระต่างชาติที่ล่อลวงอิสราเอลติดตามไปหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็ถูกการตีสอนจากพระเจ้า

ชื่อเบเอลเซบูล ba’ al z bul เป็นเจ้าของปีศาจ เป็นพระเจ้าแห่งเมืองเอโครนที่ชาวเมืองนี้นับถือ โดยช่วยป้องกันแมลงที่แพร่เชื้อโรคอยู่แถบนั้น จากสมมุติฐานในภาษาฮีบรู ba’ al z bul ตัว L ตัวสุดท้าย ย่อมาจาก Zebul ซึ่งแปลว่า มูลสัตว์ จึงสรุปได้ว่า เบเอลเซบูลเป็นเจ้าแห่งความโสโครก หรือนายของปีศาจ

แต่พระคริสต์กล่าวตอบโต้พวกฟาริสีว่า หากพระองค์ขับผีออกโดยเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นนายผีแล้วออก ก็หมายถึงพวกผีมีความแตกแยกกันเองแล้วซิ เพราะพระองค์กำลังขับพวกมันเอง หากพระองค์เป็นพวกเดียวกับมัน แต่ว่าหากพระองค์ขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณ ความยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ “แผ่นดินของพระเจ้ามาถึงแล้ว”

ลักษณะแผ่นดินของพระเจ้าที่พระคริสต์กล่าว หมายถึง ให้น้ำพระทัยของพระเจ้าครอบครองปกครองในความคิดและชีวิตของผู้นั้น ยินยอมให้พระเจ้าสถิตในผู้นั้น และสังคมคริสเตียน ผู้เชื่อในโลกสำเร็จดังที่เสร็จสิ้นในสวรรค์ ชีวิตที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เพราะ ยอห์นให้คนไปถามพระคริสต์ว่าท่านเป็นผู้นั้นที่จะมาหรือ (คือผู้ที่คำพยากรณ์ ในพันธสัญญาเดิมกล่าวถึงพระองค์) และพระองค์ทรงตรัสว่า หากคนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น คนตายแล้วพระองค์ทรงทำให้ฟื้น นั่นแหละแผ่นดินพระเจ้า ทรงมาถึงโลกนี้แล้ว

ท่านไม่ต้องอยู่นโลกแห่งการพ่ายแพ้อีกต่อไป อย่าให้ชีวิตอยู่ในความกลัวอีก เพราะเมื่อแผ่นดินพระเจ้ามาถึงแล้ว ท่านเลือกเองได้ เลือกที่จะชนะ เลือกที่จะหาย อย่าให้บาดแผลในอดีตมาเป็นอุปสรรคของชีวิต เพราะท่านมีชีวิตเพื่อวันนี้ วันนี้เป็นของขวัญของท่าน

บทเรียนน่าคิดว่า อย่าให้เบเอลเซบูลโผล่ออกมาจากความคิด ชีวิตประจำวัน แต่ให้แผ่นดินสวรรค์มาตั้งอยู่โดยการยอมจำนนความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระคริสต์ และฤทธิ์อำนาจแห่งการเยียวยาเข้ามารักษา ปลดปล่อยท่าน เพียงแต่เข้าใจก่อนว่า พระองค์ทรงอยู่ข้างท่าน และพระองค์มาเพื่อรักท่าน ไม่ใช่มาเพื่อต่อต้านท่าน แต่มาเพื่อทำให้ท่านหายดีและปกติ ท่านต้องคิด ตั้งใจที่จะหาย และเป็นไท มันเริ่มที่ความคิดก่อนครับ

นกอินทรีย์


อพย.19:4 ว่า "เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา"

เมื่ออิสราเอล เดินทางออกจากประเทศอียิปต์ พวกเขาเดินทางมาถึงทุรกันดารซีนาย โมเสสก็ตั้งค่ายที่หน้าภูเขานั้น แล้วโมเสสไปเข้าเฝ้าพระเจ้า และพระเจ้าให้โมเสสบอกกับอิสราเอลว่า พระเจ้าเปรียบอิสราเอลดังนกอินทรี พระวจนะของพระเจ้าสัญญากับประชากรของพระองค์

นกอินทรีเป็นนกที่ใหญ่พวกหนึ่ง มีถึง 59 พันธ์ุ มีกำลังมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่เคยมี
ปรากฎการณ์นกอินทรีบินตกลงมาเลย นกอินทรีเข้มแข็ง กล้าหาญ มีสายตาแหลมกว่ามนุษย์
และสัตว์ใด ๆ โดยเฉพาะอินทรีทอง มันถูกฝึกให้ล่าสัตว์แถบตอนกลางทวีปเอเซีย
เช่น พวกกวาง, สุนัขป่า มันโฉบสัตว์บริเวณหัว จุดสำคัญแม่นยำมาก โดยอุ้งเล็บอันคมกริบ

นกอินทรีเป็นนกที่ปกป้องหวงลูกของมันมาก เฝ้าดูแลอย่างระมัดระวัง จนลูกเข้มแข็ง
พอจะบินได้ ไม่เพียงเท่านั้นกำลังบินของนกอินทรีมีมาก บินสูง ไว และนกอินทรียัง
เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพอันเกรียงไกรของโรมัน

พระเจ้าให้ท่านเป็นดังนกอินทรีที่บินสูง เหนืออุปสรรคปัญหา มีความแหลมคม มองผ่านข้ามอุปสรรคปัญหาที่มารมาหลอกลวงเรา และพระเจ้าจะทรงให้เรามีอิสระภาพจากข้อผูกมัดในโลกแห่งความบาปทั้งปวง มีกำลังที่มาจากพระเจ้า อย่าคิดว่าตนเองเป็นดัง "นกกระจอก" อย่ามองแต่โขดหินแห่งบาดแผลความผิดพลาด ค่านิยมมาตรฐานของโลก เพราะนกอินทรีย์ก็มีมาตรฐานการบินดังนกอินทรีย์ นกกระจอกก็มีมาตฐานการบิน การเป็นอยู่ดังนกกระจอกพระเจ้าจะให้ท่านเป็นดังนกอินทรีย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่แหลมคม ว่องไว แม่นยำที่สุดในบรรดานกทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ท่านแตกต่างและสูงค่านักในพระองค์

และท่านจะถูกเชิดชูขึ้น ต้องด้วยกำลังของลมใต้ปีกที่พยุงท่านอยู่ ขอให้ลมแห่งความรัก
และพลังลมแห่งการอธิษฐาน พลังลมแห่งพระวจนะจากพระโอษฐ์พระเจ้า พยุงท่านตลอดไป

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เธอเป็นคนพิเศษ

เธอเป็นคนพิเศษ
เขียนโดย แมกซ์ ลูคาโด

พอดีได้อ่านหนังสือเรื่องวิญญาณการถูกปฏิเสธ ของจอห์นพอล แจ็คสัน และท่านได้ยกตัวอย่าง ละครแนวอุปมาอุปมัย เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการมีคุณค่าของตัวเราเอง ผมจึงได้แปล เพื่อจะได้เป็นกำลังใจ แก่คนที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ แท้จริงหนังสือของแมกซ์ ลูคาโดมีหลายเรื่อง นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้กำลังใจพี่น้องทุกท่าน ลองอ่านดูนะครับ

เว็มเม็กซ์คือหุ่นไม้รูปคนตัวเล็ก ๆ หุ่นทุกตัวถูกแกะสลักโดยช่างแกะไม้ชื่อ เอลี เขาอยู่ที่บนภูเขานอกหมู่บ้าน หุ่นแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน บางตัวก็มีจมูกใหญ่ บางตัวก็มีตาโต บางตัวก็สูง บางตัวก็เตี้ย บางตัวสวมหมวก บางตัวสวมเสื้อคลุม แต่ทุกตัวถูกสร้างขึ้นโดยช่างไม้คนเดียวกัน และอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เว็มเม็กซ์ทุกตัวจะมีกล่องที่เต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์ที่เป็นรูปดาวสีทอง และกล่องที่เต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์ที่เป็นรูปจุดสีเทา และทุก ๆ วัน หุ่นเหล่านี้จะทำอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ พวกมันจะติดสติ๊กเกอร์ให้กันและกัน ทุกคนสามารถมองเห็นสติ๊กเกอร์รูปดาวหรือรูปจุดที่ติดอยู่บนตัวของแต่ละคนได้

ตัวที่สวยหน่อย เนื้อไม้เรียบลื่นและทาสีสวยงาม ก็มักจะได้สติ๊กเกอร์รูปดาวเสมอ แต่ตัวที่เนื้อไม้ไม่เรียบและสีหลุดลุ่ยก็จะได้สติ๊กเกอร์รูปจุด ตัวที่มีความสามารถพิเศษก็จะได้รับดาวด้วยเหมือนกัน บางตัวยกไม้ท่อนใหญ่ให้สูงเหนือศรีษะได้ หรือกระโดดข้ามกล่องสูง ๆ ได้ บางตัวก็รู้จักคำศัพท์ยาก ๆ หรือร้องเพลงไพเราะ ทุกตัวเหล่านี้จะได้รับสติ๊กเกอร์รูปดาว

เว็มเม็กซ์บางตัวได้รับสติ๊กเกอร์รูปดาวเต็มตัวไปหมด และทุกครั้งที่เขาได้รับรูปดาว พวกเขาก็รู้สึกดี และยิ่งทำให้เขาทำดีอีก และได้รับดาวเพิ่มขึ้นอีก ที่เหลือมีความสามารถนิดหน่อยก็ได้รับสติ๊กเกอร์รูปจุด
พันชินเนลโล คือหนึ่งในตุ๊กตาพวกหลัง เขาพยายามกระโดดให้สูงเหมือนตัวอื่น แต่เขาก็ล้มลงทุกครั้ง และเมื่อเขาล้มลง ตุ๊กตาตัวอื่นก็จะมามุงดูเขาและติดสติ๊กเกอร์รูปจุดให้แก่เขา

และบางครั้งเมื่อเขาล้ม มันทำให้เนื้อไม้ของเขาชำรุดด้วย และทุกคนก็เอาสติ๊กเกอร์รูปจุดมาเพิ่มให้เขาอีก เขาพยายามอธิบายว่าทำไมเขาล้มลง แต่เขาก็มักจะพูดโง่ ๆ ออกไป ไม่นาน เขาก็มีสติ๊กเกอร์รูปจุดเต็มไปหมด จนเขาไม่อยากออกนอกบ้านอีกเลย เพราะเขากลัวว่าเขาจะทำเรื่องโง่ ๆ อีก เช่น ลืมหมวก หรือสะดุดหกล้ม และจะทำให้คนอื่นเอาสติ๊กเกอร์รูปจุดมาติดเพิ่มให้เขาอีก ที่จริงเขาได้รับสติ๊กเกอร์รูปจุดมากจนเว็มเม็กซ์ที่เดินผ่านมาเจอเขาก็จะติดสติกเกอร์ให้เขาทันทีโดยไม่มีเหตุผล เพราะว่า “เขาสมควรจะได้รับสติ๊กเกอร์รูปจุดเยอะ ๆ เขาไม่ใช่หุ่นไม้ที่ดี”

ไม่นาน พันชินเนลโลก็เชื่อพวกเขาและพูดกับตัวเองว่า “ฉันเป็นหุ่นไม้ที่ไม่ดี” เวลาที่เขาออกไปข้างนอก เขาก็มักจะเข้ากลุ่มกับเว็มเม็กซ์ที่มีจุดเยอะ ๆ เหมือนเขา เขารู้สึกดีที่จะอยู่กับหุ่นไม้ที่เหมือนกันเขา
วันหนึ่ง เขาพบเว็มเม็กซ์ตัวหนึ่งที่ไม่เหมือนตัวอื่นที่เขาเคยพบมาก่อน เธอไม่มีสติ๊กเกอร์รูปจุดหรือดาวเลย เธอก็เป็นหุ่นไม้ตัวหนึ่งเหมือนกับเขา เธอชื่อว่า ลูเซีย ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพยายามจะติดสติ๊กเกอร์ให้กับเธอ แต่สติ๊กเกอร์เหล่านั้นติดไม่อยู่และหลุดหมด มีบางคนชื่นชมลูเซียที่ไม่มีสติ๊กเกอร์รูปจุดเลย พวกเขาจึงวิ่งมาจะให้สติ๊กเกอร์รูปดาวกับเธอ แต่สติ๊กเกอร์นั้นก็จะหลุดลงมา บางคนก็ดูถูกเธอที่ไม่มีสติ๊กเกอร์รูปดาว พวกเขาจึงอยากให้สติ๊กเกอร์รูปจุดแก่เธอ แต่มันก็ไม่ติดเหมือนกัน พันชินเนลโลจึงคิดในใจว่า “ฉันก็อยากจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” ดังนั้น เขาจึงถามเว็มเม็กซ์ที่ไม่มีสติ๊กเกอร์ว่า “ฉันไม่อยากได้สติ๊กเกอร์ของใคร ๆ เหมือนกัน เธอทำยังไงน่ะ” ลูเซียตอบว่า “ง่ายมาก ทุก ๆ วันฉันจะไปหาเอลี”

“เอลีหรือ?” “ใช่ เอลีช่างไม้ไงล่ะ ฉันจะไปนั่งคุยกับเขาทุกวัน” “ทำไม?” “ทำไมเธอไม่ไปหาคำตอบด้วยตัวเธอเองล่ะ? ขึ้นไปบนภูเขาสิ เขาอยู่ที่นั่น”

จากนั้น เว็มเม็กซ์ที่ไม่มีสติ๊กเกอร์ก็หันหลังแล้วเดินจากไป “แต่ถ้าเขาไม่อยากจะเจอฉันล่ะ?” พันชินเนลโลตะโกนถาม แต่ลูเซียไม่ได้ยิน ดังนั้น พันชินเนลโลจึงกลับบ้าน เขานั่งใกล้หน้าต่าง และมองดูพวกหุ่นไม้ที่เดินเข้าหากันและกันและให้สติ๊กเกอร์แก่กันและกัน “นี่มันไม่ถูกต้องเลย” เขารำพึงกับตัวเอง และเขาก็ตัดสินใจที่จะไปหาเอลี เขาเดินไปตามทางแคบ ๆ ไปยังยอดเขาและเข้าไปยังบ้านของช่างไม้ แล้วตาของเขาก็เปิดกว้างเมื่อมองเป็นทุกสิ่งในนั้นมีขนาดใหญ่โตมาก เก้าอี้มีขนาดสูงเท่ากับตัวเขา เขาต้องยืนเขย่งขาขึ้นเพื่อที่จะมองเห็นว่ามีอะไรอยู่บนโต๊ะ มีขวานที่มีขนาดยาวเท่ากับแขนของเขา พันชินเนลโลกลืนน้ำลายด้วยความยากเย็น “ฉันจะไม่อยู่ที่นี่แน่!” แล้วเขาก็หันหลังกลับ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อเขา

"พันชินเนลโล?" เสียงนั้นนุ่มลึกและมีพลัง พันชินเนลโลหยุดเดิน “พันชินเนลโล! ดีใจจริง ๆ ที่เจอเจ้าที่นี่ มานี่มา มาให้ดูเจ้าใกล้ ๆ หน่อย” พันชินเนลโลหันกลับมาช้า ๆ และมองไปที่ช่างไม้ร่างใหญ่ที่มีหนวดเครา “คุณรู้จักชื่อผมด้วยหรือครับ?” เว็มเม็กซ์ตัวน้อยถาม

"แน่นอนสิ เรารู้จักจัก เราสร้างเจ้ามา" เอลีก้มลงและอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ “อืม..” เอลีกล่าวขึ้นมาอย่างใคร่ครวญและมองเขาด้วยอย่างสำรวจที่สติ๊กเกอร์รูปจุดสีเทา “ดูเหมือนเจ้าได้รับเครื่องหมายที่ไม่ค่อยดีเยอะเลยนี่” “ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ เอลี ผมพยายามแล้ว” “โอ้ เจ้าไม่ต้องอธิบายกับเราหรอก ลูกรัก เราไม่สนใจหรอกว่าเว็มเม็กซ์ตัวอื่น ๆ พูดถึงเจ้าอย่างไร” “คุณไม่สนหรือครับ?”

“ไม่เลย และเจ้าก็ไม่ควรสนใจด้วยเช่นกัน พวกเขาเป็นใคร ที่จะมาเที่ยวให้ดาวหรือจุดกับใคร ๆ ? พวกเขาก็เป็นเพียงหุ่นไม้เหมือนกับเจ้า พวกเขาคิดยังไงก็ไม่สำคัญหรอก พันชินเนลโล สิ่งที่เราคิดต่างหากที่สำคัญ และเราก็คิดว่าเจ้าเป็นหุ่นที่พิเศษมาก”

พันชินเนลโลหัวเราะ “ผมน่ะเหรอครับ พิเศษ? ทำไมล่ะครับ? ผมวิ่งก็ไม่เร็ว กระโดดก็ไม่สูง สีของผมก็หลุดลอก แล้วผมจะพิเศษสำหรับคุณอย่างไร?”

เอลีมองพันชินเนลโล เขาเอามือวางบนไหล่เล็ก ๆ ของเจ้าหุ่นไม้ตัวเล็ก และพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “เพราะว่าเจ้าเป็นของเรา ดังนั้นเขาจึงสำคัญสำหรับเรา”

ไม่เคยมีใครมองพันชินเนลโลอย่างนี้มาก่อน เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
"ทุกวัน เราเฝ้าหวังว่าเจ้าจะมา” เอลีกล่าว “ผมมาเพราะว่าผมเจอหุ่นไม้ตัวหนึ่งที่ไม่มีสติ๊กเกอร์”
"เรารู้แล้ว เธอเล่าเรื่องที่เจอกับเจ้าให้เราฟัง"
"ทำไมสติ๊กเกอร์ถึงไม่ติดบนตัวเธอล่ะครับ?"
"เพราะว่าเธอเลือกที่จะเชื่อว่าสิ่งที่เราคิดสำคัญกว่าสิ่งที่คนอื่น ๆ คิดน่ะสิ สติ๊กเกอร์มันจะติดอยู่ที่ตัวเธอได้เพราะว่าเธออนุญาตเท่านั้น”
"อะไรนะ?"
"สติ๊กเกอร์สามารถติดบนตัวเธอได้ถ้าเธอคิดว่ามันสำคัญสำหรับเธอ แต่ถ้าเธอวางใจในความรักของเรามากเท่าไหร่ เธอก็จะสนใจเกี่ยวกับสติ๊กเกอร์น้อยลงเท่านั้น”
"ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจ"

"เจ้าจะเข้าใจ แต่มันต้องใช้เวลา เจ้ามีสติ๊กเกอร์และบาดแผลมาก ดังนั้น จากนี้ไป จงมาหาเราทุกวัน และให้เราได้ทำให้เจ้าได้รู้ว่าเราสนใจเจ้าแค่ไหน” เอลีอุ้มพันชินเนลโลลงจากเก้าอี้ “จำไว้นะ” เอลีกล่าวขณะที่พันชินเนลโลก้าวออกจากประตู “เจ้าเป็นคนพิเศษ เพราะว่าเราสร้างเจ้ามา แล้วเราไม่ได้สร้างเจ้ามาผิดพลาด”

พันชินเนลโลเดินจากไปพร้อมกับคิดว่า “ฉันคิดว่าเขาคิดอย่างนั้นจริง ๆ” แล้วทันใดนั้น สติ๊กเกอร์รูปจุดก็ล่วงหล่นลงพื้น

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

การข่มเหงและการเกิดผล

การข่มเหงและการเกิดผล

ประมาณปี คศ.62 กรุงโรมปกครองโดยกษัตริย์เนโร กษัตริย์องค์นี้อ่อนแอมาก ตามประวัติศาสตร์เล่ากันว่า ท่านได้ฆ่ามารดาของตน และท่านถูกตัดอวัยวะเพศทิ้ง และมารดาของท่านก็เกลียดชังลูกสะใภ้ ท่านคงจะเป็นโรคประสาทด้วย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

ที่ร้ายกว่านั้นท่านมีความคิดแปลกๆ คือท่านได้คิดจะเผากรุงโรมและคิดจะสร้างใหม่ แต่ประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้าน เพราะความเดือดร้อนที่บ้านเมืองถูกไฟเผา ต่างหนีเอาชีวิตรอดด้วยใจเคียดแค้นและด้วยความเกลียดชัง แต่แล้วกษัตริย์เนโรซึ่งเกลียดชังคริสเตียนอยู่แล้วในช่วงนั้น จึงโยนความผิดให้พวกคริสเตียน โดยอ้างว่าพวกเป็นคนเผา เหตุนี้เองจึงมีการจับคริสเตียนมาลงโทษ โดยจับปล่อยไว้กลางสนามกีฬา แล้วปล่อยสิงโตที่อดอาหารมาหลายๆ สัปดาห์ให้ออกมากัดกิน ท่ามกลางการชมอย่างสนุกสนานของประชาชนชาวโรม คริสเตียนบางคนก็ถูกเผาทั้งเป็นเสมือนเป็นโคมไฟในเวลากลางคืน เพราะการที่ไม่ยอมปฏิเสธว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า อาจารย์เปาโลกับท่านเปโตรก็ตายในสมัยกษัตริย์องค์นี้ปกครองแหละครับ

จากจุดนี้เอง จีงสร้างความแปลกใจให้กับประชาชนและที่ราชการของกษัตริย์เนโรมาก เพราะขณะที่คริสเตียนถูกสิงโตกิน พวกเขาเกาะกลุ่มกันร้องเพลงนมัสการสรรเสริญพระเจ้า เสียงเพลงดังก้องไปทั่วสนามกีฬา

ข้อคิดในเรื่องนี้คือ ทุกยุคทุกสมัย คริสเตียนพบกับปัญหาเผชิญกับอุปสรรคและความตายเสมอ แต่ยิ่งถูกข่มเหง คริสตชนผู้เชื่อก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไม่เคยหยุด เช่นกันแม้จะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในชีวิตของเรา แต่เสียงสรรเสริญที่เปล่งในจิตวิญญาณของเราไม่ควรดับไป

อย่าให้อุปสรรคปัญหาที่เล็กน้อยมากในสมัยของเรานี้ไม่ถีงกับเลือดตกยางออก หรือต้องชีวิตถีงตาย เหมือนผู้เชื่อในอดีต อย่าให้เราท้อแท้และละทิ้งความเชื่อในพระเจ้าไปเสียเพราะสิ่งที่เราจะได้มีค่าและมีความหมายสูงส่งกว่า ความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เรา คือชีวิตนิรันด์ ชีวิตที่หมดจากเวรกรรม สันติสุขแท้ที่ไม่เหมือนโลกให้

การให้คุณค่า

การให้คุณค่า

ตามที่จำได้ว่ามีหมอคริสเตียนท่านหนึ่งชื่อ หมอชไวเดอร์ ท่านกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ นักเทศน์เดินมาเห็นเพราะหมอเป็นสมาชิกคริสตจักรของท่านนักเทศน์ถาม หมอทำอะไรอยู่ หมอตอบรดน้ำต้นไม้ นักเทศน์ถามต่อทันที เดี๋ยวพระเยซูเสด็จกลับมารับหมอจะทำอะไร? หมอตอบ พระเยซูมาก็เป็นเรื่องของพระองค์ ผมก็จะรดน้ำต้นไม้ต่อ คุณได้รับบทเรียนจากเรื่องนั้อย่างไร?

การให้คุณค่าสิ่งที่ทำ หรือรู้เป้าหมายสิ่งที่กำลังรับผิดชอบ เราทุกคนต่างมีภาระหน้าที่รับผิดชอบ แต่เราต้องมั่นใจว่า สิ่งที่เราทำนั้น เรารู้ว่ามีคุณค่า มีเป้าหมาย จุดประสงค์แม้พระคริสต์เสด็จมาเมื่อใหร่ เราก็ยังคงทำต่อไปเพราะเราทำตามที่พระองค์ทรงกำหนด หรือเป็นหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เพราะเรารู้คุณค่า และมีเป้าหมาย ไม่ใช่ไม่รู้เป้าหมาย ไม่รู้คุณค่า

ดังพระองค์ทรงยกเรื่องคำอุปมาที่บ่าวบอกกับนายว่า ข้าพเจ้าทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้าสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และเป็นบ่าวไม่มีบุญคุณต่อนาย เปาโลบอกว่าข้าพเจ้าจะไม่ชกลม ดังนี้อย่าให้เรา เบื่อตัดพ้อ ในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ แม้ว่าจะไม่ดีรับความเป็นธรรมเพราะความผิดของผู้อื่นหรือใคร ปฏิญาณเลยว่าจะไม่ให้ ใจหรือปาก ทำบาป ผิดพลาด เพราะตอบโต้คนที่ทำผิดต่อเราแม้เราถูก ในสายพระเนตร เราอาจไม่เป็นที่พอพระทัย การเจิมก็จะสิ้นสุดลง เพราะเราตามใจเนื้อหนัง ของเรา

หลายครั้งเรามักจะถอดใจ หรือบ่น หรืออ่อนระอา ผมอยากท้าทายว่าหากต่อหน้าพระคริสต์ พระองค์อาจถามเราว่า เจ้าอดทนจนถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เรารักเขามากจนถึงที่สุดหรือไม่ เจ้าให้โอกาสเขามากที่สุดหรือไม่

เราจะตอบว่าอย่างไร? นี่เอง เราต้องปฎิญาณกับตัวเองว่า จนถึงที่สุด จะป็นคำที่เราให้การกับพระเจ้าว่า ถึงที่สุดแล้วพระเจ้าข้า

ทั้งสองตอนนี้เกี่ยวกันอย่างไร เพราะผมกำลังบอกว่าสิ่งที่เผชิญอยู่นี้ เราสามารถรู้คุณค่า และทำอย่างมีเป้าหมาย และจะรัก จะทนจนถึงที่สุด หากวันพิพากษา เราจะบอกกับพระองค์และพระองค์ก็เห็นว่า เรารัก จนถึงที่สุดจริงๆ เพราะ พระเจ้าทรงรักผู้ที่รู้จักพระองค์ และพระองค์จะให้เราอดทนอีกทั้งจะให้เรามีช่องทางหลีกเลี่ยงได้
(1คร8:3,8:13)

เรียบเรียง โดย เจริญ ยธิกุล

จงขอบคุณทุกกรณี (1ธส. 5:7)

จงขอบคุณทุกกรณี (1ธส. 5:7)

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะแสดงความขอบคุณได้อย่างชัดเจนเท่ามนุษย์ โต๊ะ, เก้าอี้, บ้าน คงไม่ขอบคุณผู้เช็ดถูกวาดให้นะครับ แต่สิ่งที่จะตอบสนองความดีและพระคุณด้วยมีจิตสำนึกอันสูงส่ง คงมีแต่มนุษย์นี่แหละครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นบุตรพระเจ้า

ในงานเลี้ยงฉลองของบริษัทยักษ์ใหญ่ในเรื่องหัวอาหารหมูแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าภาพได้เชิญหุ้นส่วนทั่วประเทศมาร่วมฉลองในผลกำไรสูงสุดรอบ 5 ปี ในงานเลี้ยงมีตั้งแต่พ่อค้า, กสิกร, นักธุรกิจ มาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น

แต่มีโต๊ะหนึ่งที่มีนักธุรกิจคนหนึ่ง ได้นั่งกับลุงชาวชนบทมีอาชีพเลี้ยงหมู ก่อนรับประทานอาหารแกได้เริ่มหลับตาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่ประทานอาหารให้ พอนักธุรกิจเห็นเข้าก็หัวเราะดังลั่นและพูดว่า “ลุงไม่ทันสมัยเสียเลย มาเชื่อเรื่องบ้าบอ ขอบคงขอบคุณอะไรกัน อย่าทำตัวเคร่งศาสนามากเลย” แต่พอลุงอธิษฐานเสร็จก็หันมาที่นักธุรกิจแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่มเจ้าต้องมีจิตสำนึกที่ถูกต้องกับพระเจ้า คิดถึงพระคุณของพระองค์ ขอบคุณที่ทรงประทานอาหารให้ อย่าให้เหมือนหมูที่บ้านลุงเลย เวลาเอาอาหารให้มัน มันก็ยังไม่ขอบคุณลุงเลย”

บางครั้งเรามักลืมขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าสภาพเช่นไร จงขอบคุณทุกกรณี นี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ในเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถเข้าใจได้ สับสน แต่ขอให้ขอบคุณเถิดครับ เพื่อจะได้ไม่เสียใจภายหลัง ที่บ่นไปแล้วแต่ว่าผลแห่งปัญหาอุปสรรคกลับกลายเป็นพระพรตามมา

ในปี 1981 ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ในช่วงกลางเทอม รู้สึกว่าตัวเองปวดศีรษะมาก ขณะเรียนจึงไปตรวจสายตา ซึ่งทางร้านบอกว่าต้องตัดแว่น เพราะตาด้านซ้ายเอียง แต่ด้านขวาสั้น ข้าพเจ้าไม่ยอมตัดแว่น พอกลับมาถึงที่พักก็ได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้า ให้พระองค์รักษา และไม่อยากใส่แว่นด้วย บุคลิกคงไม่ให้ และไม่มีเงิน อีกทั้งไม่ชอบด้วย แต่รู้สึกว่ามันยิ่งเจ็บมากขึ้นทุกวัน จนสัปดาห์ต่อมา ผมจึงจำยอมด้วยความขมขื่นที่ต้องตัดแว่นใส่

จนต่อมาปี 1983 ปลายเดือนมีนาคมขณะที่ข้าพเจ้านั่งรถเมลล์ไม่รู้ว่าวันนั้นคิดอะไร ไปนั่งหน้าสุดใกล้คนขับ พอรถแล่นไปถึงหน้าโรงแรมนารายณ์แถวสีลม ยังไม่ทันตั้งตัวเลยครับ เสียงกระจกดัง “เปรี้ยง” เศษกระจกกระเด็นติดหู ติดผมของผม เต็มไปหมดเพราะรถเมล์ชนกับรถกระบะคันหน้าเข้าแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าใส่แว่นตา มันช่วยไม่ให้เศษกระจกเข้าตาผมเลย มันน่าดีใจจริงๆ ผมรีบขอบคุณพระเจ้าใหญ่เลยครับ ที่พระองค์ให้มีแว่นตาช่วยป้องกันเศษกระจกมากมายได้

แต่ก็มีเรื่องน่าเสียใจที่ว่าเมื่อ 2 ปีก่อนผมไม่น่าบ่นเลย น่าจะขอบคุณพระเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว นี่แหละนะความผิดพลาดที่ไม่ยืนหยัดในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า … จงขอบคุณทุกกรณี ท่านขอบคุณพระเจ้าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือยังครับ จงเริ่มต้นขอบคุณพระเจ้าเถิดครับ แล้วสันติสุขของพระเจ้าจะคุ้มครองจิตใจ เพราะพระองค์มีแผนการณ์ที่ดีสำหรับลูกของพระองค์

เรียบเรียง โดย เจริญ ยธิกุล

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

เมื่อท่านประสบความสำเร็จ

เมื่อท่านประสบความสำเร็จ

อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว แปดเดือนที่ผ่านมาบางคนอาจจะคิดว่าตนเองทำงานยังไม่เต็มที่, ไม่เป็นที่น่าพอใจ, ไม่ค่อยตรงเป้าเท่าไร อาจเกิดความท้อแท้ อยากเปลี่ยนงานที่ทำให้เจริญมากยิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม บางท่านอาจรู้สึกพึงพอใจในผลงานของเดือนที่ผ่านมา และบางท่านอาจไม่ค่อยชอบงานที่ทำก็ได้ ใช่ไหมครับ…

มีคำกล่าว่า “จงหางานที่เรารัก ไม่ก็ให้รักงานที่เราทำ” สนุกกับมัน ทำความเข้าใจกับมัน ค้นหาประโยชน์ พระพร และคุณค่าของงานที่เราทำ แน่นอนหากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ ขณะที่เราทำงาน ยังไง วันนี้ให้เรามาคิดถึงคุณค่าของความคิด ท่าทีที่มีต่อการทำงาน และการรับใช้ของเราสัก 3 ข้อ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ และช่วยท้าทายในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้

1. มันเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นเอง
อย่ายึด หรือภูมิใจ ติดกับความสำเร็จที่ผ่านมามากเกินไป ให้ตระหนักว่ามันเป็นเพียงก้าวแรกแห่งการเริ่มต้นในงานที่ยิ่งใหญ่ ที่เราต้องพบอีกในภายหน้า มีคนถามธอร์วาลเซน ปฏิมากรผู้มีชื่อเสียงชาวเดนมาร์กว่า “คุณคิดว่างานชิ้นไหนครับที่เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ” เขาตอบทันทีว่า “ยังไม่ได้ทำครับ ผมคิดว่าชิ้นต่อไปนี้แหละ” เปาโลยึดถือเสมอว่า “ข้าพเจ้าไม่ถือว่า ข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่งคือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13)

2. ทุกอย่างมีวาระ
“แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน” (ปญจ.9:11) ใช่ว่าเราจะตกต่ำ ผิดพลาด ผิดหวังตลอดไป แต่ให้เราเตรียมพร้อมที่พบกับความสำเร็จที่จะมาถึงเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรู้จักชายคนหนึ่ง เขาประกอบธุรกิจล้มเหลวในปี 1831, พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1832, ธุรกิจล้มเหลวอีกในปี 1833, ได้รับเลือกเข้าสภาปี 1834, คนรักตายปี 1835, เป็นโรคประสาทเสื่อมปี 1836, พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นประธานสภาปี 1838, ไม่ได้เข้ารับเลือกตั้งปี 1840, ไม่ได้เป็นพนักงานที่ดินปี 1843, ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสปี 1845, ไม่ได้เลือกเข้าสภาซีเนตปี 1855, ไม่ได้เป็นรองประธานาธิบดีปี 1856, แต่ต่อมาในปี 1860


บุรุษผู้นั้นคือ อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ 30 ปี แห่งความอดทน เพียรมานะ พยายามและรอคอย อย่าคิดว่าหมดหวัง พระเจ้าไม่อวยพร โมเสสเองซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และสัตย์ซื่อ กว่าจะเป็นผู้ทำงานใหญ่ได้ ต้องไปเลี้ยงแกะถึง 40 ปี

3. อย่าลืมความยินดี
สมัยที่มาร์ติน ลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นคนที่มีใบหน้าเศร้าหมองมาก เนื่องจากการต่อสู้เพื่อความเชื่อของท่านและถูกต่อต้าน” ภรรยาของท่านได้เห็นท่านมีใบหน้าเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลานั้น วันหนึ่ง เธอจึงแต่งชุดดำ ลูเธอร์จึงถามเธอว่า “ทำไมเธอจึงแต่งชุดดำ” เธอตอบว่า “เธอไว้ทุกข์ให้กับพระเยซู เพราะพระองค์ตายเสียแล้ว” ลูเธอร์ตกใจมาก กล่าวตอบว่า “พระเยซูทรงพระชนมอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เธอควรจะปิติยินดีต่างหาก” ภรรยาท่านจึงตอบว่า “แล้วทำไมใบหน้าของเธอจึงเศร้าหมองนัก เหมือนกับว่าพระเยซูตายเสียแล้ว” ลูเธอร์คิดได้ จากนั้นท่านก็เปลี่ยน มีใบหน้าที่สดใสและเต็มไปด้วยความหวัง เพราะพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ และช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าของย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป.4:4)

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความกังวลและความกลัวความ ตอน 3 สาเหตุและการมีชัยชนะมาจากอะไรล่ะ ?

ความกังวลและความกลัวความ ตอน 3
สาเหตุและการมีชัยชนะ มาจากอะไรล่ะ ?

เป็นได้ว่าในวัยเด็ก ครอบครัวเน้นพิสูจน์โดยการกระทำ แข่งขัน และเปรียบเทียบกันและกันในหมู่พี่น้อง หรือเขากับเพื่อน หรือถูกเลี้ยงดูด้วยการข่มขู่ เพื่อแลกความรักจากครอบครัว

ประการที่ 1 ผู้ทำพันธกิจ ต้องมีความรักมาก ๆ อดทนให้กำลังใจมากๆ แก่ผู้รับการเยียวยา โดยหาสาเหตุ รากที่มาจากความกลัว และอธิษฐาน ปฏิเสธตัดความสัมพันธ์กับรากนั้น อีกทั้งยกโทษแก่ผู้ที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ การยกโทษเป็นการปลดล็อค พระพรฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และโดยนำความโกรธ เกลียด จนนำไปสู่รากความกลัวไปที่กางเขน

ประการที่ 2 แสดงความรัก ไม่ใช่การข่มขู่ไม่ให้กลัวอีก และการสัมผัสอย่างเหมาะสม (ควรเพศเดียวกัน) และบอกถึงโทษมหันต์จากความกลัวจากพระคัมภีร์ และบอกกล่าวถึง ความรักของพระเจ้า ท่องพระสัญญาจากพระเจ้าว่าไม่ต้องกลัวกังวลอีก

ประการที่ 3 อธิษฐานปลดปล่อย ความกลัว กังวล หรือบางคนมีราก กรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษ ให้อธิษฐานจัดการกับความสัมพันธ์นั้น ๆ เสีย

ประการที่ 4 ให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถเป็นตัวเขาเองได้ โดยเขาจะได้รับความรักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะเขาพยายามจะทำ เพราะเขาเป็นลูกพระเจ้า มีสิทธิทุกอย่าง

ประการที่5 บทเพลง วรรณกรรมใหม่ที่เขาควรอ่าน เพื่อสร้างรากฐานกำลังใจ

ประการที่ 6 บอกเขาว่า ไม่ต้องกลัวที่จะปกป้องตัวเองจนเกินไป ในคำวิจารย์ หรือความผิดพลาด เพราะทุกคนย่อมมีการพลาด และยังมีส่วนดี ๆ อื่น ๆ ที่เรายังมี ที่หลากหลายคน ยอมรับท่านได้ หรือห้ามจินตนาการเกินเรื่องความเป็นจริง

ประการที่ 7 อธิษฐานขอ เรียกปลุกจิตใจและจิตวิญญาณแห่งชีวิต และกำลังใจใหม่ หลีกเลี่ยงคุย สนทนากับคนที่พูดเรื่องเศร้า ลบ ๆ หรือเรื่องหดหู่ใจ

ประการที่ 8 ท่องภาวนาอยู่เสมอในพระสัญญา เพราะว่ามันจะเป็นจริง
ฝึกดำเนินในความจริง ท่องภาวนา 2ทิโมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา (นั่นย่อมหมายถึงเราต้องฝึกคิด กล้า ที่จะไม่กลัว และเมื่อมีการให้อธิษฐานตัดความสัมพันธ์เอา ความรู้สึกกลัวไปตรึงเสียที่กางเขน และท่อง ๆ ๆ ๆ พระสัญญา ความจริงของพระเจ้า)

ยอมรับ ความจริงของพระเจ้ามากกว่าความรู้สึก หรือสถานการณ์ ท่อง อ่าน 1เปโตร 5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย



ข้อคิด

• ไดว คี ไอเซนฮาว กล่าวว่า 'ข้าพเจ้าไม่ยอมใช้คำว่า วิตกกังวลอย่างเด็ดขาด'
ผมจึงอยากจะหนุนใจให้กลัวอย่างหนึ่งคือ ขอให้สิ่งที่ท่านกลัว คือ การทำบาป อย่างอื่นไม่ต้องกลัว ผิดเริ่มใหม่ ล้มแล้วลุก คนเราคบกันอยู่ที่ใจ ไม่ได้ที่ผลงานหรือต้องพิสูจน์ในความรัก ขอให้ดำเนินด้วยความจริงใจไปอย่างธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งต้องใช้เวลา

ชีวิตของเราควรเชิดหน้า ต่อสู้กับพายุที่โหมกระหน่ำ ยิ้มเข้าไว้

ความกังวลและความกลัวความ ตอน 2 อาการพื้นฐานของคนมีความกลัวมีอะไรบ้าง

ความกังวลและความกลัวความ ตอน
อาการพื้นฐานของคนมีความกลัวมีอะไรบ้าง

1 มีบุคลิกที่จะพิสูจน์ตัวเองสูง กลัวจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือล้มเหลว เลยกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเลยก็ได้

2.เป็นคนประเภทมีความคิดซ้ายกับขวา หรือดำกับขาว เท่านั้น มีวิธีการเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้วผมได้อ่านบทความคอลัมหนึ่งนานมาแล้ว และบันทึกไว้ ได้กล่าวว่า ความกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอะไรเลย เพราะ

• 40% วิตกเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
• 35% เปลี่ยนแปลงได้
• 15% ดีกว่าที่คาดไว้
• 8% เรื่องจุกจิกไร้สาระ
• 2% กังวลเรื่องที่สมควร


3. ลักษณะนิสัย ชอบจินตนาการหรือแต่งเดิม จนความกลัวปะทุมากกว่าเหตุการที่เป็นจริง

4.อาจเป็นคนแบกภาระหนักไปเลย เพราะกลัวจะล้มเหลว ไม่สำเร็จ ไม่เป็นที่ยอมรับ และจะไม่สำเร็จ และทำให้ชีวิตตรึงเครียดไปโดยไม่รู้ตัว