แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำวิจารณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำวิจารณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

เราจะเริ่มทำอย่างไรเมื่อได้ยินคำวิจารณ์

ประการแรก เราต้องทำความเข้าใจคำวิจารณ์ก่อน ไม่ใช่ใส่อารมณ์ในคำวิจารณ์นั้น หลักการก็คือ เอาความคิดด้วยเหตุด้วยผลมาก่อนอารมณ์ ทำความเข้าใจจุดประสงค์ของคำวิจารณ์นั้นว่าเพื่อให้เราปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ใช่ให้เรารู้สึกแย่ และดังที่ผมกล่าว แยกแยะคำตำหนิด้วยอคติกับคำวิจารณ์ เพราะคำวิจารณ์อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ได้พัฒนาขึ้นได้อีก เป็นโอกาสให้เราเข้าใจสถานการณ์ หรือมองภาพในมุมที่เรามองไม่เห็น

ประการที่สอง ขอความคิดเห็น การอธิบายจากผู้วิจารณ์ ว่าควรปรับปรุงอย่างไร แทนที่จะโกรธ หรือน้อยใจ โมโห ผู้วิจารณ์ เพื่อเขาจะได้ชี้แนะในจุดที่เรามองไม่เห็น แต่ว่าถ้าคำวิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ตัวตนของท่านก็จงเป็นตัวของตัวเอง

ประการที่สาม ถามตัวเอง ทำไมเราจึงเจ็บปวด หมกมุ่นกับคำวิจารณ์นั้นมากเกินไป นั่นหมายถึงเราต้องมีรากบางอย่าง เช่น เราเป็นคนปกป้องตัวเองมากเกินไปไหม เราเป็นคนไม่ยุติธรรมไหม เพราะเราวิจารณ์ผู้อื่น แต่เรากลับยอมรับคำวิจารณ์ไม่ได้ หรือเรามีอคติกับผู้วิจารณ์หรือเปล่า ทั้งหมดเหล่านี้ ให้เราสารภาพบาป และประกาศออกเสียงเบา ๆ ขอปฎิเสธพฤติกรรมเหล่านี้ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้กำลังที่จะอวยพรคนที่วิจารณ์เรา และสร้างวินัยใหม่ ให้ใจกว้าง ยอมรับ สร้างระบบความคิดใหม่ว่าเราต้องใจกว้าง เติบโต และรู้จักขอบคุณผู้วิจารณ์ และยิ่งหากท่านไม่ได้ยินคำวิจารณ์จากปากคนนั้นโดยตรง ลืมไปเลย เพราะจากการเล่าปากต่อปาก อาจมีความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น เจ็บจุดไหน แก้วินัยในการคิดจุดนั้นครับ

ประการสุดท้าย สงบ อย่ารีบตอบโต้ หายใจเข้าออกลึก ๆ และขอบคุณพระเจ้า เพราะนั่นหมายความว่ามีคนสนใจ มองเห็นท่าน เห็นค่าในผลงาน การกระทำของท่าน แล้วมันเตะตา แตะใจเขา จึงมีคำวิจารณ์ กระตุ้นให้เขาคิด และห้ามตอบโต้ทั้งด้านคำพูด หรือการกระทำใด ๆ เพราะยิ่งท่านนิ่ง สงบ ความเจ็บปวดก็หายเร็ว ยิ่งท่านดิ้น ตอบโต้ บาดแผลก็จะมากยิ่งขึ้น และเจ็บมากขึ้น เรื่องไม่จบสักที จำไว้ว่า ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู พระเยซูไม่เคยทำผิดกับใครเลย ผ่านมาสองพันปี คนเราทุกวันยังวิจารณ์ปฏิเสธพระองค์เลยครับ

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

เราจะหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ไม่ได้ แต่จะแก้ความเจ็บปวดจากคำวิจารณ์ได้อย่างไร

เราต้องคำนึงเสมอว่าเมื่อเรารับคำชมได้ ก็ควรรับการกล่าวถึงด้านลบ ได้เหมือนกัน และท่านก็เคยวิจารณ์คนอื่นเหมือนกัน ควรเปิดใจกว้างครับ

คำวิจารณ์มีสองแบบ คือ วิจารณ์เพื่อตำหนิด้วยอคติ ส่งผลต่อจิตใจและการทำงาน อาจเสียความสมดุลก็ได้เลยครับ แต่ก็มีอีกด้านหนึ่ง คือ การวิจารณ์แบบเสริมสร้าง เพื่อให้ข้อคิด สำหรับการปรับปรุง เราก็ควรเปิดใจรับด้วยความยินดี

เราต้อง คิดใหม่ ปรับเปลี่ยนในคำวิจารณ์นั้นเปลี่ยนคำที่ลบ ๆ เป็นข้อบวก ที่จะนำไป แยกแยะและคิดตาม เพื่อก่อเกิดประโยชน์แก่ตัวเอง และทำใจให้กว้าง ว่าที่เขาพูดมีความจริงอยู่บ้างไหม หากมีและใช่ก็จงขอบคุณผู้วิจารณ์ เพื่อ ความสมบูรณ์ กำลังจะเข้ามาแทนที่

หากคำวิจารณ์นั้นไม่เป็นความจริง เราก็ควรอธิษฐาน ประกาศยกเลิกปฎิเสธ ไม่รับ และทำใจให้สบาย ถือว่าเป็นเสียงของคนมีสิทธิพูด แต่เราก็มีสิทธิไม่รับ เพราะเราจะเชื่อในคำพูดที่พระเจ้า พระคัมภีร์พูดเท่านั้น