แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้องเผชิญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้องเผชิญ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมื่อรับการเยียวยา ชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้-ตอน 3 ห้าเรื่องที่เราไม่สามารถหนีได้ หนึ่ง “หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน”

เมื่อรับการเยียวยา ชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน 3 ห้าเรื่องที่เราไม่สามารถหนีได้ หนึ่ง “หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน”

มีคนกล่าวว่ามีห้าเรื่องเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย เราไม่สามารถกำหนดล่วงหน้า มีแต่แก้ไขไป และการปกป้องตัวเองวันต่อวัน เรื่องแรกคือเมื่อเข้าทำงานเจอเจ้านายไม่ดี หรือเพื่อนร่วมงานไม่ดี เกเร เจ้ายศเจ้าอย่าง บ้าอำนาจ หรือนิสัยบางอย่างที่มีผลต่ออารมณ์ ความคิด หรือนิสัยบางอย่างเร้าอารมณ์ของเราให้อารมณ์ไม่ดี หรือ สร้างความบาดเจ็บในใจ

แต่ทำนองเดียวกันเราก็จะพบนิสัยดี ๆ ในคนเหล่านี้ด้วย หากเรารู้วิธีคิด รู้วิธีจัดการกับสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมที่เราพบ เราก็สามารถอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ได้ เหตุนี้เองวินัยในความคิดจึงสำคัญแก่เรา เพราะชีวิตเริ่มที่ความคิด (ใจ) ที่ทำงานเชื่อมโยงพร้อม ๆ กัน ประสานกัน จะให้ข้อคิดบางมุม เช่น เราต้องแยกระหว่างสไตล์การทำงาน บุคลิกของเขา และจริยธรรม หากเป็นสองเรื่องแรกควรปล่อยวาง คือ สไตล์การทำงานกับบุคลิก แต่หากเป็นเรื่อง จริยธรรมเราควรเดือดร้อนใจที่ได้ทำงานร่วมกับเขาคนนี้ แต่ว่าส่วนใหญ่เนื่องจากบาดแผลที่คนเคยทำกับเรา หรือ ความไม่โตเป็นผู้ใหญ่เรากลับรำคาญหัวเสียกับสไตล์การทำงานและบุคลิกของเขาที่เป็นหัวหน้างาน หรือลูกน้อง เลยทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้นี่เอง เราต้องจัดการบาดแผลที่อยู่ในใจของเรา ในอารมณ์ของเรา ไม่ใช่ไปจัดการคนที่เข้ามีสไตล์และบุคลิกแบบนั้น เพราะมันไม่ใช่ความผิดด้านจริยธรรม และเราแต่ละคนก็มีสไตล์ บุคลิกไม่เหมือนกันตามที่พระเจ้าทรงสร้างไว้

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้-ตอน 2 เราหนีคนในโลกนี้ไม่ได้

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน 2 เราหนีคนในโลกนี้ไม่ได้


ในแง่มุมของผม ผู้ทำงานด้านนี้ใจอยากช่วยคนทั้งโลก แต่จริง ๆ ก็ช่วยได้จำกัด เพราะผู้เขียนเองก็มีเรื่องที่ต้องต่อสู้และปล้ำสู้เอาชนะกิเลส ตัณหา อุปสรรค ผู้เขียนเองก็เจอกับคนที่ถูกเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ คนไม่เป็นผู้ใหญ่ คนที่ใช้คำพูดและการกระทำบางอย่างที่กระทบกระทั่งก็มาก แต่เพราะการรู้จักปกป้องตัวเอง และมีคนที่ดี ๆ เป็นเพื่อนแท้มายาวนาน ที่คอยให้กำลังใจจึงสามารถอยู่ต่อไปได้ โดยสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบน้อยและจะน้อยลงไปอีก เพราะเราจะทำลายตัวเร้า (บาดแผล) และสร้างระบบความคิด (วินัยใหม่) การป้องกันตัวเอง จากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เพื่อเราจะสามารถอยู่กับคนที่ไม่น่ารักได้ และพวกเขาจะทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยครับ

กระบวนการรักษาด้วยการบำบัดเยียวยา มีไว้แก้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ต้องตายจะไม่ตาย คนที่ป่วยจะหายป่วยทันที คนมีบาดแผลก็จะหายทันทีในครั้งเดียวที่ทำ หรือหากมีการทำพันธกิจนี้แล้ว คนที่เรารักหรือคนรอบข้างของเราจะไม่ป่วยหรือพบอุปสรรคใด ๆ อีกเลย เมื่อรับทำพันธกิจนี้แล้วทุกอย่างจะเป็นตามใจสั่งหรือครับ

สิ่งที่ต้องเผชิญเราก็ต้องเจอต่อไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือหัวใจ ความคิด ท่าทีต่อปัญหา อุปสรรคของเราเปลี่ยนไปแล้ว เพราะการเยียวยามักคู่กันไปกับการมีวินัยในการคิดใหม่ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนคือความเข้าใจใหม่ และ วิธีการใหม่ต่อการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นต่างหาก

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้-ตอน 1 ความจริงคือความจริง

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน 1 ความจริงคือความจริง


การบำบัดเยียวยาจากบาดแผล คือ การท้าทายให้ผู้มีชีวิตอยู่ยอมรับว่าตนเองมีบาดแผลที่น่ารำคาญ และฮึดจะต่อสู้กับมัน เพื่อไม่ให้นิสัยที่ไม่ดีรบกวน น่ารำคาญ ส่งผลต่อบุคลิก และความคิดที่ผิดหรือบางคนอาจใช้คำว่านิสัยที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ของเรา ไปรบกวนผู้อื่นและสร้างปัญหาแก่คนรอบข้าง ทำให้เราต้องสูญเสียบุคลิกภาพและ มิตรภาพกับคนดี ๆ ที่เข้ามาในชีวิตหรือการงานที่ดี โดยเฉพาะนิสัยที่มีความคิดที่แคบ เห็นแก่ตัว ขี้กลัว คิดไปเอง พูดหรือคิดเกินความจริง หรือหนักถึงขั้นไม่สามารถยอมรับชีวิตที่ควรจะเป็นจริงได้ ทั้งที่รับคำสอน อบรมสัมมนามามาก ดังคำที่เรามักได้ยินว่า “เรียนไปก็เท่านั้นไม่เห็นชีวิตเปลี่ยนเลย”

ทำไมละ ก็เพราะอุปสรรค ค่านิยมทางความคิด ความหนาแน่นของความผิดปกติของจิตใจ หรือที่กลุ่มทำพันธกิจนี้เรียกว่าบาดแผลครับ อีกทางหนึ่งคือ คน ๆ นั้น คิดแต่ในมุมของตัวเอง ไม่ได้คิดถึงความเป็นจริง มีชีวิตในจินตนาการ เพราะไม่อยากยอมรับความจริงและความเจ็บปวดต่าง ๆ ได้

คนที่รับการเยียวยาแบบนี้จะต้องตัดสินใจเลือกชีวิตใหม่ เขาต้องตั้งใจที่จะปล้ำสู้ อดทน เพียรพยายามที่จะเลือกต่อสู้วันต่อวัน เพื่อเสรีภาพที่ดีกว่า เพื่อจะทำให้เขา มีชัยชนะในการดำเนินชีวิตท่ามกลางคนรอบข้างได้แม้มีปัญหาและอุปสรรค เมื่อถึงเวลาจำเป็นที่ต้องตายเพราะอายุขัย หรือโรคที่กินร่างกายถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องยอมรับตามความจริงได้

แต่เราจะไม่เอาศาสตร์การบำบัดเยียวยามาเป็นเหตุผลในการอธิษฐาน เยียวยาให้คนที่ใกล้จะตายได้มีชีวิตอยู่ทั้งที่ถึงเวลาตายได้แล้ว บางคนไม่เข้าใจมักถามว่าทำไมการเยียวยาไม่ทำให้เขามีชีวิตต่อไป ทำไมพระเจ้าจึงไม่ให้เขามีชีวิตอยู่ (อันนี้เป็นปัญหาของคนพูดเพราะเขามีความเข้าใจผิดมาก ๆ ในเรื่องการเยียวยา จากนั้นก็มาโทษปัจจัยรอบข้าง และขบวนการเยียวยา เพราะเขากำลังจะให้ศาสตร์นี้เป็นเรื่องเกินจะเป็นจริง ทำให้คนไม่ต้องตาย คนป่วยเพราะอายุขัยที่ต้องตายก็จะไม่ป่วย ไม่ตาย หรืออาจรับคำสอนมาว่าเมื่อเป็นคริสเตียนแล้วหรือเมื่อรับการเยียวยาแล้วจะไม่มีอุปสรรคปัญหา)

สิ่งที่ผู้กล่าวพูดเช่นนี้ควรจะหันไปตระหนักและเข้าใจใหม่ว่าการเยียวยาเป็นการปกป้องและป้องกัน อารมณ์ ความรู้สึกของเรามากกว่าเมื่อผู้ป่วยต้องจากไปตามอายุขัย เราควรตระหนักว่าเขาจะทำใจอย่างไร เพื่อไม่ให้ความผูกพันกับผู้ที่จากไปทำให้เขาคิดถึงจนหมดอาลัยตายอยาก หรือเขาจะเยียวยาตนเองอย่างไร เมื่อผู้ที่จากไปอาจเคยทำผิดกับเขา ทำให้เขาโกรธ แล้วเขาจะให้อภัยผู้ที่จากไปอย่างไร หากผู้ที่จากไปทำสิ่งที่ผูกพันที่เขาต้องรับผิดชอบต่อไปครับ

ทำไมคิดเช่นนี้เพราะคนป่วย ให้เขาจากไปตามวาระอายุขัยดีกว่าให้เขาอยู่อย่างทรมาน และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต่อไป สรุปคือการบำบัดเยียวยาใช้สำหรับคนมีกำลังมีชีวิต และเลือกจะมีชีวิตที่ดีกว่า หรือคนใกล้จะตาย ทำอย่างไรที่เขาจะไม่ตายขณะมีความโกรธ ขมขื่น อาฆาต เจ็บปวด ขณะกำลังจะตายมากกว่า แต่ไม่ใช่เขาจะไม่ป่วยไม่ตายตามเวลา เพราะเรายังต้องยอมรับความจริงของชีวิตเช่นกัน