แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อีสเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อีสเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันก่อนอีสเตอร์



วันก่อนอีสเตอร์

วันที่ 4 เมษายน 2010 จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง คือ วันอิสเตอร์ หรือวันที่พระเยซูคริสต์ฟื้นขึ้นมาจากความตาย หากคุณอยู่ในเหตุการณ์ในสัปดาห์สิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (เรียกว่าวันศุกร์ประเสริฐ คริสตจักรทั้งหลายก็จะมีการรำลึกถึงวันสิ้นพระชมน์ของพระเยซูคริสต์ และมีพิธีมหาสนิท ในการประชุมกลางคืนพิเศษ) ในโอกาสนี้ผมอยากจะลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด เริ่มจากวันนี้เป็นวันที่ 1 ของสัปดาห์การฟื้นพระชนม์มาให้ท่านได้สัมผัสกันนะครับ

วันที่ 1 ของสัปดาห์เปรียบเสมือน (วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม 2010) หรือ เรียกว่าปาล์ม ซันเดย์ เพราะพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างมีชัยชนะเพื่อร่วมพีธีปัสคา

จะอ่านได้ในพระธรรม มธ.21:1-11 เหตุที่เรียกว่าปาล์ม ซันเดย์ เพราะเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่กางเขนเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคม อยากจะอธิบายถึงเทศกาลปัสคาสักหน่อย เทศกาลปัสคาเป็นเทศกาลที่ระลึกถึงอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์หลังเป็นทาส 400 ปี เมื่อพระคริสต์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ประชาชนได้ใช้ต้นปาล์มโบกต้อนรับซึ่งต้นปาล์มเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะเมื่อจอมทัพไปรบชนะกลับมา มีประชาชน ถือต้นปาล์ม มาต้อนรับขบวนทัพ

วันที่ 2 คือ หากเป็นสมัยของเรา เปรียบเสมือนวันจันทร์ (29 มีนาคม พระคริสต์ทรงคว่ำโต๊ะ ขับไล่ผู้ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงิน

วันที่ 3 วันอังคาร (30มีนาคม) พระองค์เผชิญหน้ากับผู้นำทางศาสนาและกล่าวอุปมาต่าง ๆ และวันนี้เองผู้นำทางศาสนา และพวกยิวชุมนุมกันเพื่อวางแผนกำจัดพระองค์

วันที่ 4-5วันพุธ (31มีนาคม) พระเยซูทรงสั่งสอนประชาชนอีก และวันพฤหัสกลางคืน (1 เมษายน)พระคริสต์ร่วมพิธีมหาสนิทกับสาวกพระองค์ล้างเท้าพวกเขา

จนรุ่งเช้าของวันศุกร์ (2เมษายน) ยูดาสพร้อมทหารมาจับกุมพระเยซู และทรงถูกนำไปไต่สวน เปโตรปฏิเสธพระองค์ ยูดาสสุดท้ายกลับใจ และการตัดสินเหตุการณ์ดำเนินไปจน 15.00น พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ ถูกนำไปฝังไว้ในอุโมงค์ จนเลยไปอีกหนึ่งวันหนึ่งคืน (รวมสองวัน คือ คืนวันศุกร์ คืนวันเสาร์ (3เมษายน) เช้าวันอาทิตย์ (4เมษายน) คือวันอาทิตย์หน้ารุ่งเช้าพระคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย เราจึงจัดวันศุกร์ประเสริฐ และเช้าวันอีสเตอร์คือวันอาทิตน์หน้านี้เอง ยังมีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเทศกาลอีสเตอร์ คือ

สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น
1. ไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ชัยชนะเหนือความตายของพระคริสต์

2. แกะ เล็งถึงพระเยซูเป็นลูกแกะปัสคาของพระเจ้า

3. โลหิต ที่ไหลของพระคริสต์ สามารถลบล้างมลทินบาป จากอดีต ปัจจุบัน อนาคต และลบล้างพระอาชญาทั้งสิ้นของท่านได้ จงอย่ากลัวเกรงสิ่งใด เพราะการเยียวยา ฤทธิอำนาจแห่งพระโลหิต และการถูกตรึงที่กางเขน ได้เป็นพระสัญญา สัญลักษณ์ว่าท่านรอดพ้นจากบาป เวรกรรมและจะมีอะไรเกิดขึ้น อีกในภายข้างหน้า พระโลหิตกับกางเขนจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ท่านรู้ว่าการช่วยกู้ของพระองค์ที่มีต่อท่านนั้นสำเร็จแล้ว (1ยน1;9)


4. ไข่ หมายถึง ชีวิตใหม่ และกระต่าย เด็ก ๆ มีความเชื่อว่ากระต่ายเป็นผู้นำไข่อีสเตอร์มา และท้ายนี้ขอพระเจ้าอวยพรและเข้าใจในสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตพระคริสต์ที่อยู่ในโลกนี้ก่อน สิ้นพระชมน์ ในรูปกาย เนื้อหนังครับ ในเทศกาลอีสเตอร์ครับ


วันอีสเตอร์ยิ่งใหญ่เท่าวันคริสตมาสอย่างไร



วันอีสเตอร์ยิ่งใหญ่เท่าวันคริสตมาสอย่างไร ?

วันที่ 4 เมษายน 2010 ของปีนี้ ผมเข้าใจว่าเป็นวันอีสเตอร์ หรือวันที่พระเยซูคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์ เป็นวันสำคัญครับ เพราะหากไม่มีการฟื้นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ การสอน ความเชื่อ หรือสิ่งที่เราเป็น เราทำทั้งหมด จะเหมือนคนบ้า หรือคลั่งไคล้ศาสนาหนึ่ง ที่เชื่อในพระเจ้าที่ไม่มีตัวตนและไม่มีชีวิต ไม่มีหลัก เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆไปเลย

หลายท่านตื่นเต้นเมื่อเทศกาลคริสตมาสมาบรรจบอีกครั้งในแต่ละปี แต่ที่น่าสังเกตุก็คือทำไมไม่มีใครตื่นเต้น เฉลิมฉลองในเทศกาลอีสเตอร์ มันมีคุณค่าอย่างไรครับ

คุณลองคิดดูซิว่า หากไม่มีวันศุกร์ประเสริฐ ศุกร์ที่พระเยซูถูกตรึงที่กางเขน รับความบาปผิดของคนทั้งโลกไป ยอมเจ็บปวดทรมานกายของพระองค์เพื่อรักษาให้ความเจ็บป่วยด้านจิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกายของเราให้หายดี เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์แล้ว ในวันที่ 3 คือเช้ารุ่งอรุณวันอาทิตย์ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย ทำให้เรายิ่งมั่นใจในชัยชนะของพระองค์ ว่าพระองค์ทรงชนะความตาย ชนะความบาป เราเชื่อพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่มีชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่พระเจ้าที่ตายแล้ว

นี่ไงครับ เหตุผลที่ว่าวันอีสเตอร์สำคัญเท่า ๆ กับวันคริสตมาส อยากให้เรามีการแสดงความชื่นชมยินดีให้แก่กันและกัน เช่น มอบของขวัญ ส่งการ์ดอวยพร หนุนใจแก่พี่น้อง เพื่อแสดงความยินดีในชัยชนะของพระองค์และในชีวิตของเรา เพื่อหนุนใจให้มั่นคงในความเชื่อตลอดไป ย้ำเตือนให้รู้ว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่พระเจ้าที่ตายแล้ว

แล้วท่านจะเสียใจ มีความวิตกกังวล ความกลัวอยู่อีกทำไม แม้มารซาตานความตาย พระคริสต์ทรงชนะแล้ว กะอีแค่เรื่องปัญหาใหญ่โตของเรา มันยังไม่ถึงกับตายหรอกครับ ในสายพระเนตรพระเจ้ามันเล็กนิดเดียว สัปดาห์หน้ามาคุยกันต่อในรายละเอียดว่าแต่ละวันตั้งแต่วันวันอาทิตย์หนึ่งสัปดาห์ที่พระคริสต์สิ้นพระชมน์ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และความหมายของลักษณะต่างๆ ในวันอีสเตอร์ จะบอกถึงในบทต่อไปครับ

‘ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่ มีหลักด้วย และก็จะปรากฏว่าเราอ้างพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า เพราะเราอ้างพยานว่าพระองค์ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมา แต่ถ้าคนตายไม่ถูกทรงชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว พระองค์ก็ไม่ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมา เพราะว่าถ้าการชุบให้เป็นขึ้นมาไม่มี พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน เพราะมนุษย์ผู้หนึ่งเป็นเหตุฉันนั้น และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วย ถ้าในชีวิตนี้ พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้น เพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุฉันใด การเป็นขึ้นมาจากความตายก็ได้อุบัติขึ้น 1โครินธ์ 15;14-21