วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Worship - When it's all been said and done



When it's all been said and done
Robin Mark

When it's all been said and done
There is just one thing that matters
Did I do my best to live for truth?
Did I live my life for you?

When it's all been said and done
All my treasures will mean nothing
Only what I have done
For love's rewards
Will stand the test of time

Lord, your mercy is so great
That you look beyond our weakness
That you found purest gold in miry clay
Turning sinners into saints

I will always sing your praise
Here on earth and in heaven after
For you've joined me at my true home
When it's all been said and done
You're my life when life is gone.

Worship - What the lord has done in me



What the Lord has done in me
Hill Song

Let the weak say, "I am strong"

Let the poor say, "I am rich"

Let the blind say, "I can see"

It's what the Lord has done in me



Let the weak say, "I am strong"

Let the poor say, "I am rich"

Let the blind say, "I can see"

It's what the Lord has done in me



Hosanna, hosanna

To the Lamb that was slain

Hosanna, hosanna

Jesus died and rose again



Hosanna, hosanna

To the Lamb that was slain

Hosanna, hosanna

Jesus died and rose again



To the river I will wade

There my sins are washed away

From the heavens' mercy streams

Of the Savior's love for me



I will rise from waters deep

Into the saving arms of God

I will sing salvation songs

Jesus Christ has set me free



Hosanna, hosanna

To the Lamb that was slain

Hosanna, hosanna

Jesus died and rose again



Hosanna, hosanna

To the Lamb that was slain

Hosanna, hosanna

Jesus died and rose again



Hosanna, hosanna

To the Lamb that was slain

Hosanna, hosanna

Jesus died and rose again



Let the weak say, "I am strong"

Let the poor say, "I am rich"

Let the blind say, "I can see"

It's what the Lord has done in me

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความเครียด

ความเครียด

ช่วงนี้ทางเว็บกำลังเริ่มสถานีวิทยุออนไลน์ โดยผมจะสอนตอน 09.00-10.00 น. และ บ่ายสี่โมงจะนำคำสอนเรื่องเกี่ยวกับการเยียวยามาเปิดให้ฟัง ท่านสามารถเข้ามาฟังได้ในสถานีวิทยุออนไลน์ 24 ชั่วโมงของเรา เพื่อการพักผ่อนฝ่ายจิตวิญญาณครับ http://radio.james7.org/ ฝากท่านช่วยส่งข่าวต่อๆ กันไป และหากทางคริสตจักร หรือองค์กรของท่านต้องการประชาสัมพันธ์งานใดๆ ก็พิมพ์ในเว็บบอร์ด ฝากดีเจ ประชาสัมพันธ์ให้ได้เป็นระยะครับ

วันนี้จะมาคุยเรื่องอาการของความเครียด ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้แน่นอนใช่ไหมครับ ในพระธรรม 1พกษ19:4 "ข้าพระองค์อยากตาย" เป็นอาการของเอลียาห์ในตอนนี้ เมื่อได้ยินนางเยเซเบลประกาศว่า หากไม่ได้สังหารเอลียาห์ที่ได้ขัดผลประโยชน์ของนาง ในการที่เอลียาห์สังหารคนที่นางเลี้ยงดูไว้คือพวกพระบาอัล ทำให้นางเยเซเบลอับอายยิ่งนัก เพราะเอลียาห์กำลังจะรับผลที่เป็นศัตรูต่อความเชื่อของพระเจ้าชาวอิสราเอล เมื่อเอลียาห์ได้ยิน ท่านก็เครียด จนอยากจะตาย

แท้จริงเราแต่ละคนมีความสามารถรับต่อสถานการณ์ในความเครียดต่างกันไป บางคนอาจจะปั่นป่วนในท้อง บางคนอยากกรีดร้องออกมาดังๆ หรือตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูก หรือระเบิดอารมณ์นั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว หรือบางคนเริ่มนอนไม่หลับ หรือบางคนไม่อยากตื่นขึ้นมาเลยในยามเช้า

ความเครียดมาจากไหน
1.ความเครียดเกิดขึ้นมาจากหลายทาง ซึ่งอาจจะมาจากโดยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนคิดมาก หรือมีนิสัยคิดไปเอง

2.ประสบการณ์ในวัยเด็กที่ถูกวางรากฐานมาไม่ดีนัก จากการเลี้ยงดู ถูกกดดัน เรียกร้อง ถูกเปรียบเทียบในวัย
เด็ก

3.บางคนเกิดความเครียด เพราะจากการทุ่มเท ผูกพันตัวเองกับงานหรือบางคน และนิสัยการกระทำของผู้นั้น เริ่มกดดันเรา

4.บางคนอาจไปรับผิดชอบบางอย่างที่ไม่ถนัด และเลี่ยงไม่ได้

5. เป็นไปได้อีกทางคือ สมาชิกในครอบครัวที่มีปัญหา ความขัดแย้งกันภายในครอบครัว

6. นิสัยขี้เกรงใจ หรือชอบรับอาสา เกินกำลัง ไม่กล้าปฎิเสธ เพราะกลัวเสียสัมพันธ์ และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายครับ

วิธีแก้ไข ความเครียดเบื้องต้น

1. ต้องคิดอย่างสมเหตุสมผลว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีปัญหา บางอย่างเราแก้ได้ บางอย่างเราแก้ไม่ได้ พระเจ้าจะช่วยแก้ พระองค์ไม่ทิ้งเราแน่นอน

2. หาแรงหนุน การผ่อนคลาย เอาลมที่อัดใส่ในลูกโป่งใกล้จะแตกออก โดยการได้ขอคำปรึกษาและระบายกับใครสักคนที่รับความรู้สึกคุณได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะคำว่าเพื่อนเกิดขึ้นต้องใช้เวลา

3. รู้จักปฎิเสธบ้าง ผู้อื่นรวมถึงงานที่ตัวเองรู้สึกไม่พร้อมก็อย่ารับ และรู้ว่าต้องพอแค่ไหน

4. บุคลิคก็สำคัญ หากรู้ว่าเราเป็นคนเครียดง่าย คิดมาก ก็เลี่ยงงานหรือคนที่จะทำให้เราเครียด ง่าย

5. เมื่อเกิดอาการเครียด ให้เริ่มอธิษฐานลักษณะ ระบายความในใจต่อพระเจ้า แบบภาษาคนปกติ ตามอารมณ์ที่มีความกดดัน หรือหากท่านสามารถนมัสการได้ก็ร้องเพลงนมัสการ หรือหาเพลง สบาย ๆ ที่ตัวเองชอบฟัง

6. ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ เปลี่ยนบรรยกาศบ้าง โดนเฉพาะพี่น้องคริสเตียน ในคริสตจักร
ฮีบรู 10:25-26 อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาลบบาปนั้นก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย

7. หากเครียดเรื่องไหน อธิษฐานนำเรื่องนั้นไปตรึงที่กางเขนโดยความเชื่อ หรืออธิษฐานท่องภาวนา พระคำพระเจ้า ขอสันติสุขของพระองค์เข้ามาแทนที่ ท่านก็จะมีทางผ่อนคลายได้ระดับหนึ่ง

8. หากท่านแก้เบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น อาการของท่านหนัก อาจต้องรับการเยียวยาหาราก ที่ทำให้มีอาการหนักเช่นนี้ แล้วเราจะคุยกันในครั้งต่อไป ถึงสาเหตุระดับลึกของความเครียด พระเจ้าอวยพรครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

เราจะเริ่มทำอย่างไรเมื่อได้ยินคำวิจารณ์

ประการแรก เราต้องทำความเข้าใจคำวิจารณ์ก่อน ไม่ใช่ใส่อารมณ์ในคำวิจารณ์นั้น หลักการก็คือ เอาความคิดด้วยเหตุด้วยผลมาก่อนอารมณ์ ทำความเข้าใจจุดประสงค์ของคำวิจารณ์นั้นว่าเพื่อให้เราปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ใช่ให้เรารู้สึกแย่ และดังที่ผมกล่าว แยกแยะคำตำหนิด้วยอคติกับคำวิจารณ์ เพราะคำวิจารณ์อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ได้พัฒนาขึ้นได้อีก เป็นโอกาสให้เราเข้าใจสถานการณ์ หรือมองภาพในมุมที่เรามองไม่เห็น

ประการที่สอง ขอความคิดเห็น การอธิบายจากผู้วิจารณ์ ว่าควรปรับปรุงอย่างไร แทนที่จะโกรธ หรือน้อยใจ โมโห ผู้วิจารณ์ เพื่อเขาจะได้ชี้แนะในจุดที่เรามองไม่เห็น แต่ว่าถ้าคำวิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ตัวตนของท่านก็จงเป็นตัวของตัวเอง

ประการที่สาม ถามตัวเอง ทำไมเราจึงเจ็บปวด หมกมุ่นกับคำวิจารณ์นั้นมากเกินไป นั่นหมายถึงเราต้องมีรากบางอย่าง เช่น เราเป็นคนปกป้องตัวเองมากเกินไปไหม เราเป็นคนไม่ยุติธรรมไหม เพราะเราวิจารณ์ผู้อื่น แต่เรากลับยอมรับคำวิจารณ์ไม่ได้ หรือเรามีอคติกับผู้วิจารณ์หรือเปล่า ทั้งหมดเหล่านี้ ให้เราสารภาพบาป และประกาศออกเสียงเบา ๆ ขอปฎิเสธพฤติกรรมเหล่านี้ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้กำลังที่จะอวยพรคนที่วิจารณ์เรา และสร้างวินัยใหม่ ให้ใจกว้าง ยอมรับ สร้างระบบความคิดใหม่ว่าเราต้องใจกว้าง เติบโต และรู้จักขอบคุณผู้วิจารณ์ และยิ่งหากท่านไม่ได้ยินคำวิจารณ์จากปากคนนั้นโดยตรง ลืมไปเลย เพราะจากการเล่าปากต่อปาก อาจมีความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น เจ็บจุดไหน แก้วินัยในการคิดจุดนั้นครับ

ประการสุดท้าย สงบ อย่ารีบตอบโต้ หายใจเข้าออกลึก ๆ และขอบคุณพระเจ้า เพราะนั่นหมายความว่ามีคนสนใจ มองเห็นท่าน เห็นค่าในผลงาน การกระทำของท่าน แล้วมันเตะตา แตะใจเขา จึงมีคำวิจารณ์ กระตุ้นให้เขาคิด และห้ามตอบโต้ทั้งด้านคำพูด หรือการกระทำใด ๆ เพราะยิ่งท่านนิ่ง สงบ ความเจ็บปวดก็หายเร็ว ยิ่งท่านดิ้น ตอบโต้ บาดแผลก็จะมากยิ่งขึ้น และเจ็บมากขึ้น เรื่องไม่จบสักที จำไว้ว่า ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู พระเยซูไม่เคยทำผิดกับใครเลย ผ่านมาสองพันปี คนเราทุกวันยังวิจารณ์ปฏิเสธพระองค์เลยครับ

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

Worship song - His Glory Appears - Hillsong Faith + Hope + Love



His Glory Appears - Hillsong
Verse:
You gave me hope
You made me whole
At the cross
You took my place
You showed me grace
At the cross where You died for me

Chorus:
And His glory appears
Like the light from the sun
Age to age He shines
Look to the skies
Hear the angels cry
Singing Holy is the Lord

เราจะหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ไม่ได้ แต่จะแก้ความเจ็บปวดจากคำวิจารณ์ได้อย่างไร

เราต้องคำนึงเสมอว่าเมื่อเรารับคำชมได้ ก็ควรรับการกล่าวถึงด้านลบ ได้เหมือนกัน และท่านก็เคยวิจารณ์คนอื่นเหมือนกัน ควรเปิดใจกว้างครับ

คำวิจารณ์มีสองแบบ คือ วิจารณ์เพื่อตำหนิด้วยอคติ ส่งผลต่อจิตใจและการทำงาน อาจเสียความสมดุลก็ได้เลยครับ แต่ก็มีอีกด้านหนึ่ง คือ การวิจารณ์แบบเสริมสร้าง เพื่อให้ข้อคิด สำหรับการปรับปรุง เราก็ควรเปิดใจรับด้วยความยินดี

เราต้อง คิดใหม่ ปรับเปลี่ยนในคำวิจารณ์นั้นเปลี่ยนคำที่ลบ ๆ เป็นข้อบวก ที่จะนำไป แยกแยะและคิดตาม เพื่อก่อเกิดประโยชน์แก่ตัวเอง และทำใจให้กว้าง ว่าที่เขาพูดมีความจริงอยู่บ้างไหม หากมีและใช่ก็จงขอบคุณผู้วิจารณ์ เพื่อ ความสมบูรณ์ กำลังจะเข้ามาแทนที่

หากคำวิจารณ์นั้นไม่เป็นความจริง เราก็ควรอธิษฐาน ประกาศยกเลิกปฎิเสธ ไม่รับ และทำใจให้สบาย ถือว่าเป็นเสียงของคนมีสิทธิพูด แต่เราก็มีสิทธิไม่รับ เพราะเราจะเชื่อในคำพูดที่พระเจ้า พระคัมภีร์พูดเท่านั้น

วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

คำพูด 7 ประโยคสุดท้ายของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนที่มีผลต่อเรา

คำพูดที่ 1. "พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" มธ.27:46
• นี่เป็นชั่วโมงที่เก้าของพระเยซูและพระองค์ทรงร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง พระองค์ทรงระบายความรู้สึกของพระองค์ที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง เมื่อพระเจ้าทรงนำความบาปของโลกนี้ไว้บนกายของพระองค์และเพราะความบาป สกปรก ทั้งหมดทั้งโลก ความโสโครก ความสกปรกมลทินเหล่านั้น ทำให้พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ต้องหันหนีจากพระเยซู เพราะพระเจ้าไม่สามารถทนมองดูได้ ในขณะที่พระเยซูทรงสัมผัสถึงความหนักอึ้งของความบาปที่พระองค์ทรงประสบและทำให้ต้องแยกจากพระเจ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวเท่านั้นในนิรันดร์กาล และนี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คำ พยากรณ์ที่มีใน สดด.22:1 สำเร็จ

• ผลจากการที่พระเยซูคริสต์ต้องรับความเจ็บปวดและถูกตัดขาดจากพระเจ้า โดยการรับความบาปของเราไปไว้ที่กายของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เมื่อเราสารภาพบาปและขอการยกโทษเรามั่นใจว่าพระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว พระเจ้าจะไม่หันหน้าไปจากเราอีก เพราะพระเยซูคริสต์ทรงถูกทอดทิ้งไปครั้งหนึ่งแทนเราแล้ว


คำพูดที่ 2 "โอพระบิดาเจ้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร". ลก.23:34
• พระองค์ทรงประกาศการให้อภัยคนเหล่านั้นที่ตรึงพระเยซูที่บนกางเขน พวกเขาไม่เข้าใจภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่พวกเขาได้ทำไป เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ถึงแม้ว่าการที่พวกเขาไม่เข้าใจถึงความจริงของพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่าพวกเขาสมควรได้รับการอภัยโทษ เพราะพวกเขาก็ยังเป็นคนบาปอยู่ดี พระเยซูจึงต้องอธิษฐานเผื่อพวกเขาในขณะที่พวกเขาเยาะเย้ย ล้อเลียนพระองค์ และนี่เป็นภาพของพระคุณของพระเจ้าที่ไม่มีขีดจำกัด แก่ทุกคนในโลกนี้

• ในทำนองเดียวกันพระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานเผื่อเราทุกคนที่ปฎิเสธพระองค์และหันหลังให้พระองค์ หรือทำในสิ่งที่เราไม่สมคสรทำเพียงเรากลับใจใหม่ และหันกลับมาหาพระองค์ อย่าทำให้พระคุณของพระเจ้านั้นเสียเปล่านะครับ

คำพูดที่ 3. "เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม" ลก.23:43
• ภาพในตอนนี้พระเยซูทรงให้ความมั่นใจกับคนที่เป็นโจร อาชญากร บนไม้กางเขนว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว เขาจะได้อยู่กับพระเยซูบนสวรรค์ แน่นอน อาชญากรคนนี้ได้รับสิทธิ์อันนี้เพราะว่าเขามีความเชื่อในพระเยซูและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด (ลก.23:42)

• และท่านลองคิดดูสิว่าแม้ท่านยังไม่เคยฆ่าคนตาย หรือต้องโทษถูกประหารชีวิตที่กางเขน ท่านจงมั่นใจว่าท่านจะรับการอภัย และเข้าสู่สวรรค์อย่างแน่นอน หากท่านประกาศยอมรับ ว่าท่านเป็นคนผิดบาปจริง ๆ ด้วยความจริงใจ สังเกตุดี ๆ นะครับว่า พระเยซูกล่าวว่าเขาจะรอดเพราะความเชื่อของเขา


คำพูดที่ 4. "พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์" ลก.23:46
• พระคริสต์ทรงแสดงถึงความตั้งใจ และเต็มใจของพระเยซูที่มอบจิตวิญญาณของพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา เป็นการบอกว่าพระองค์กำลังจะตายและพระเจ้าทรงยอมรับเครื่องถวายบูชาของพระองค์แล้ว "พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ" (ฮบ.9:14)

• เป็นคำอธิษฐานที่เป็นแบบอย่างแก่เราว่า เมื่อเรามอบถวายจิตวิญญาณให้พระเจ้า พระองค์ก็ทรงรับไว้และพระองค์ทรงมิได้ดูถูกจิตวิญญาณที่เจ็บปวด ทรมาน ซึ่งเป็นดังเครื่องบูชาแด่พระเจ้าดังนั้น เมื่อท่านระบาย หรือร้องทูลมอบความเจ็บปวดต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรับไว้ และทรงไม่ดูถูกเลยแน่นอน

คำพูดที่ 5. "หญิงเอ๋ย จงดูบุตรของท่านเถิด" และ "จงดูมารดาของท่านเถิด"ยน.19:26,27
• สังเกตให้ดีนะครับว่า คำที่พระเยซูตรัสในขณะที่ทรงมองเห็นพระมารดาของพระองค์ยืนอยู่ที่ใกล้ ๆ กับกางเขนพร้อมกับยอห์นสาวกที่พระองค์ทรงรัก และตั้งแต่นั้นยอห์นก็รับเอานางมารีย์มาอยู่ในบ้านของเขา นี่เป็นการแสดงความรักในฐานะที่เป็นลูกคนหนึ่ง ที่ต้องการให้ความมั่นใจว่าแม่ของพระองค์บนโลกนี้ได้รับการดูแลหลังจากที่ลูกตาย ลูกก็ยังห่วงแม่ พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ไม่สนใจคนในโลกนี้เลย

• พระองค์ทรงสนใจชีวิตการกินอยู่ครอบครัวการดำเนินชีวิตในโลกนี้ของท่าน เพื่อให้มีชัยชนะ และมีเสรีภาพเป็นห่วงคนที่ท่านรัก เป็นห่วงสภาพจิตใจของท่านไม่ใช่เป็นห่วงเฉพาะ เรื่องฝ่ายวิญญาณอย่างเดียว เพราะคำพูดนี้เป็นคำพูดที่บ่งบอกชัดแล้วว่าพระคริสต์ สนใจด้านจิตใจคนที่รักด้วยเช่นกัน


คำพูดที่ 6. "เรากระหายน้ำ"ยน.19:28
• พระ เยซูทรงให้คำเผยวจนะใน สดด.69:21 ที่กล่าวว่า "เขาให้ดีหมีแก่ข้าพระองค์เป็นอาหาร ให้น้ำส้มสายชูแก่ข้าพระองค์ดื่มแก้กระหาย" สำเร็จในตอนนี้ เนื่องจากพระองค์ทรงบอกว่าพระองค์ทรงกระหาย ทำให้ทหารโรมันนำน้ำส้มสายชูมาให้พระองค์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมในการตรึงกางเขน ดังนั้นคำเผยวจนะจึงได้สำเร็จและเป็นจริง

• หิว กระหาย คำเผยวจนะที่เป็นจริง สรุปง่าย ๆ คือ คำเผยและพระสัญญาเป็นจริง สิ่งที่ พระองค์แสดงให้เราเห็นคือความเป็นมนุษย์ของพระองค์ ว่าทรงหิวกระหาย เหมือนเรา ๆท่าน ๆ ดังนั้น พระองค์ก็จะไม่ทอดทิ้งเราให้ขาดสิ่งจำเป็น อาหาร เพียงแต่แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน และพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ครับ (มธ6;33)

คำพูดที่ 7. "สำเร็จแล้ว"ยน.19:30
• ประโยคแห่งประวัติศาสตร์โลก เป็นคำพูดสุดท้ายของพระเยซู ซึ่งแสดงว่าการทนทุกข์ของพระองค์จบลงแล้ว และงานทั้งสิ้นที่พระบิดาทรงมอบให้พระองค์ทรงกระทำเสร็จสิ้นลงแล้ว คือ การเทศนาสั่งสอนเรื่องข่าวประเสริฐ การทำหมายสำคัญและการนำความรอดมาให้แก่คนที่เชื่อวางใจในพระองค์ หนี้บาปทั้งสิ้นได้รับการจ่ายราคาแล้ว

• ตั้งแต่นี้ไปทุกสิ่งที่ทรงทำจะมีผลต่อเราทุกคนที่เชื่อ พระสัญญาทั้งสิ้น คำเผยวจนะ หรือ สิ่งที่ทรงตรัสจะเป็นจริง สิ่งที่สอนจะเกิดผลจะเกิดขึ้น เพราะที่กางเขนทุกสิ่งได้สำเร็จแล้ว เพียงท่านรับเอาด้วยความเชื่อ เพราะมันสำเร็จจริง ๆ เมื่อสองพันปีที่ผ่านมา หากเรามีความเชื่อเช่นนี้ เราก็รับด้วยการปฎิบัติทำตามที่เชื่อเท่านั้นเองครับ