วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 14:วินัยใหม่ พลังภายในเราเอง

วินัยใหม่ พลังภายในเราเอง

เราเองต้องปล้ำสู้ อดทน เชื่อเรื่องการอดเปรี้ยวกินหวาน ดูตัวอย่างพระคริสต์ที่กางเขน
แม้พระองค์ต้องทนต่อการดูถูก แต่ทรงทนอับอาย จากนั้นที่กางเขน ทรงสำเร็จการกิจ เรื่องการรับแบกบาปของคนทั้งโลกได้

การรับการเยียวยาแล้วสารภาพกลับใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ มารก็จะรอจังหวะ โอกาสกลับมาแสดงอาการเขย่ามุมของมัน แหย่เราเป็นระยะ เพื่อมาแย่งการครอบครองมุมนั้นกลับคืนไป

เราควรปฎิเสธขับไล่มัน แม้มันจะทดลองด้วยปัญหาเดิมอีก ก็อย่าท้อ แต่ถ้าหากเรายอมง่าย ๆ มันก็จะกลับมาครอบครองถิ่นเดิมของมันอีก แต่หากว่าเราต่อสู้ไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะเลิกไปเอง เพราะมันรู้ว่าเรากลับใจใหม่ จริง ๆ แล้ว นี่เองคืออาวุธแห่งการกลับใจ

สำคัญมากจริง ๆ ไม่เพียงแต่กลับใจ แต่อย่าให้อาหารแก่มัน เปิดจุดอ่อนด้านวัตถุ อุปกรณ์ สถานที่ สิ่งที่เร้าอารมณ์ เพลง หนัง นิยายที่ได้ยินได้อ่าน เราต้องปิดทุกประตู

หากเราตั้งสติและมีชัยชนะมากขึ้นตามลำดับ แม้อาจพลาดบ้าง ล้มลง โลหิตพระคริสต์ทรงช่วยได้

“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” 1ยน1:9

ท่านเริ่มต้นใหม่ กลับใจใหม่อีก พระเจ้าก็ทรงต้อนรับท่านเสมอ

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 13:วินัยใหม่ พลังแห่งถ้อยคำ

วินัยใหม่ พลังแห่งถ้อยคำ

วรรณกรรมที่ดี ชีวประวัติบุคคลที่ท้าทาย คำสอนของบุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้สำคัญมาก สำหรับผู้ที่อยู่ในขบวนการรับการเยียวยา เพราะมันเหมือนยา อาหารที่เสริมพลังให้มีกำลังในการต่อสู้กับบาดแผล ปัญหาทางด้านอารมณ์และความคิด

คำสอนที่ดีที่สุดคือพระคัมภีร์ไบเบิล เพราะเป็นถ้อยคำที่มีชีวิตและความจริง พิสูจน์ได้ สั่งสอน คนมามากมายทุกยุคทุกสมัยและทุกชนชั้น พระคัมภีร์มีถ้อยคำที่ท้าทายให้ชีวิตกำลังใจแก่ท่าน ให้ท่านได้มีความอดทนและต่อสู้และมีแบบอย่างชีวิตจริงในนั้นให้เราสัมผัสและอ่านได้ มีคำสัญญาที่ท่องได้ เช่น 1ยน4:4 “ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้าและได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก”

พระเจ้าอยู่ในเราเป็นใหญ่กว่าผู้ที่อยู่ในโลกนี้ หรือปัญหาใด ๆ ซึ่งเป็นข้อความท้าทายเราให้สู้ และรู้ว่ามีผู้อยู่ในเราเคียงข้างเรา

การสะสมพระคำจึงมีประโยชน์ เป็นอาวุธ เป็นพระแสง ดาบต่อสู้กับพญามารที่เอาปัญหาต่าง ๆ ทุกรูปแบบเข้ามาในชีวิต ความคิด จิตใจ อารมณ์ของเรา เราต้องการถ้อยคำแห่งการหนุนใจ ความรัก ห่วงใย ท้าทาย ชีวิตเราอยู่เสมอ เพื่อความเจริญเติบโตของชีวิตของเรา

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 12:วินัยใหม่กับพลังภายในตัวเรา

วินัยใหม่กับพลังภายในตัวเรา

เมื่อท่านรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ท่านก็มีสิทธิเป็นบุตรของพระเจ้า และสิทธิพิเศษที่ท่านได้รับคือ พระวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์ทรงสถิตย์ภายในท่าน

พระองค์ทรงทำอะไรล่ะ แน่นอนพระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์มาในชีวิตของท่านโดยมีเป้าหมายจุดประสงค์เพื่อให้ท่านมีชีวิตที่มีชัยชนะ พระองค์จะช่วยท่านเมื่อท่านอ่อนกำลัง

“ในทำนองเดียวกันพระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ และพระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจมนุษย์ ก็ทรงทราบความหมายของพระวิญญาณเพราะว่า {หรือ ว่า} พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามที่ชอบพระทัยพระเจ้า” โรม 8:26-27

ทรงประทานกำลังและชัยชนะอยู่ภายในท่าน และเรียนรู้ที่จะเรียนบทเรียนทุกสถานการณ์ ในชีวิต เพื่อเราจะได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการดำเนินชีวิต พระองค์จะไม่ให้เดินไปอย่างโดดเดี่ยวแน่นอนครับ

“ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุขและความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” ฟีลิปปี 4:12-13

ตอนนี้อยู่ที่ตัวเราที่ต้องเลือกที่จะสู้ร่วมกับพระองค์ผู้เป็นกำลังใจ ผู้ให้พลังแก่เรา เพราะแม้พระองค์ประทานชัยชนะ ประกาศว่าจะช่วยแล้ว แต่เราเริ่มไม่สู้ ไม่ปล้ำสู้ ถ้อแท้ ถดถอย คำสัญญาต่าง ๆ ก็สูญเปล่า เราจึงอย่าปัดพลังอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงประทานให้ในเรา และร่วมือกับพระองค์ ท่านก็จะสามารถผ่านอุปสรรค บาดแผล ความเจ็บปวดไปได้ครับ

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 11:วินัยใหม่กับพลัง ศรัทธา และการอธิษฐาน

วินัยใหม่กับพลัง ศรัทธา และการอธิษฐาน
พลังในตอนนี้ คือ พลังศรัทธาในศาสนา และในความสัมพันธ์กับพระเจ้า เรามีความสัมพันธ์จนเรารับความรัก ความมั่นคง สันติสุข อารมณ์มั่นคง มีกำลังใจ เพราะรู้ว้าเราไม่ได้เดินด้วยตัวลำพัง พลังที่ได้รับจากการภาวนา อธิษฐานทุกวัน อาจวันละสิบนาที หรือยามที่เราต้องการ ให้ความรัก ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ความเชื่อ ความศรัทธาไหลเข้ามาภายในตัวเรา และขับเคลื่อนออกไปสู่ผู้อื่น จนกลายเป็นพลังที่เกินบรรยาย เหนือมนุษย์จะเข้าใจ

พลังแห่งความเชื่อความศรัทธานี้เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในมนุษย์ทุก ๆ คน มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีจริง มีหลายคนยอมเสียสละเงินทอง ครอบครัวเพื่อความศรัทธา แต่ทำไมไม่ให้ศรัทธาความเชื่อนั้นมาเป็นพลังกำลังใจในการดำเนินชีวิตแก่เราในรูปแบบความสัมพันธ์ เช่น เมื่อเราเชื่อในพระเจ้า เราควรมีความสัมพันธ์กับพระองค์ผ่านการอธิษฐาน ทูลขอ อ้อนวอน

ยก 4:2 ท่านโลภแต่ไม่ได้ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ

จงเอาศรัทธานั้นมาเป็นพลังในการต่อสู้ เพราะว่าเราไม่ได้มีศรัทธาหรือมีความเชื่อลม ๆ แล้ง ๆ แต่เราเชื่อศรัทธาในเรื่องที่คนศรัทธาทั้งโลก เอาศรัทธาความเชื่อเป็นพลังท้าทายดีกว่ายอมตาย สูญเสียในสภาพเช่นนี้ เพราะตายในความเชื่อดีกว่าตายพ่ายแพ้ในสภาพมีบาดแผล บาดเจ็บกลับไปสู่ชีวิตเก่าอีก

ด้วยเหตุนี้เอง ศรัทธา ความเชื่อ คือพลังมหาศาลในพระคัมภีร์ไบเบิล กล่าวว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง โดยความเชื่อนี้เองคนในสมัยก่อนก็ได้รับการรับรองจากพระเจ้า”(ฮีบรู 11:1)

ศาสนาทุกศาสนามีความเชื่อที่เหมือนกันหมด คือ การอธิษฐาน และมนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีประสบการณ์ในการอธิษฐานมาแล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การอธิษฐานเป็นพลังเรียกสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น การอธิษฐานเป็นพลัง สร้างพลังให้เกิดอนุภาพยิ่งใหญ่ เกิดความกล้าหาญ เกิดความหวัง เกิดกำลังใจ เกิดความปราถนา และต้องการที่จะดำเนินชีวิตและต่อสู้ต่อไป

โดยเฉพาะความเชื่อของคริสตชน เรามีพระสัญญาจากพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน ท่านจะทูลขอสิ่งใดที่ท่านปราถนา ท่านก็จะได้สิ่งนั้น” ยน15:7

อีกตอนหนึ่ง ตอนนี้ท่านต้องการ มีความจำป็น ต้องการกำลังใจสิ่งใด ปัจจัยในการดำเนินชีวิต เพื่อไปสู่ชัยชนะล่ะครับ พระเจ้าทรงประทานกำลังให้ท่าน แน่นอนตามสัญญาไว้ตามพระวจนะ

แทนที่จะพรำบ่น ตำหนิ ต่อว่าตัวเอง หรือออกเสียงแห่งความท้อแท้ หันมาออกเสียงแห่งการร้องขอ การช่วยเหลือ จากพระเจ้า จากพระผู้สร้างดีกว่าครับ เพราะถ้าเราเชื่อ ทุกสิ่งก็เป็นไปได้ ไม่มีอะไรยากสำหรับพระผู้สร้างและไม่มีอะไรยากสำหรับพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำไม่ได้ เพราะเราเป็นพระฉายาของพระเป็นเจ้าที่สร้างเรามา ทำไมเราจะมาท้อแท้ หยุดดับอนาคตที่สุกใสไว้แค่บาดแผล และความเจ็บปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ละครับ


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 10 วินัยใหม่กับเพลงที่ให้กำลังใจ

วินัยใหม่ กับเพลงที่ให้กำลังใจ

ในตอนนี้ อยากจะบอกกุญแจที่จะทำให้ท่านสามารถมีชัยชนะในการดำเนินชีวิตหลังผ่านขบวนการเยียวยาบำบัดได้
ก่อนรับการบำบัดท่านลองทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ก่อนก็ได้ครับ แต่หากทำแล้วอย่างสัตย์ซื่อ แต่ก็ยังไม่สามารถชนะนิสัยหรือบาดแผลที่ท่านเผชิญได้ ก้อจำเป็นที่ท่านจะต้องเข้าสู่ขบวนการบำบัดเยียวยา
เราจะเห็นว่าการเยียวยามีสามส่วน คือ หารากและทำการจัดการกับรากนั้น สุดท้ายเป็นหน้าที่ของผู้รับการบำบัด คือ มีวินัยในการดำเนินชีวิตใหม่ คือส่วนที่เราจะกล่าวในต่อไปนี้

หนึ่งเพลง สำหรับเพลงนั้น ทางกลุ่มคริสเตียนที่ทำการเยียวยาจะมีเพลงประเภทหนึ่งเรียกว่าเพลง Soaking หรือ เพลงที่แช่ในบรรยากาศ เนื้อหา ความรัก การทรงสถิตของพระเจ้า ส่วนในแบบอื่น ๆ ก็มีครับ เช่น เพลงที่กระตุ้นสมองให้สั่งการในการทำงานส่วนของร่างกายของผู้ป่วยที่ไม่ทำงาน แต่ที่หาซื้อฟังได้ง่าย คือ เพลงพวก Green Music ที่ท่านสามารถซื้อหาได้ทั่วไป
เพลงสำคัญอย่างไร? แน่นอน เพลงเป็นภาษาสากล ทำนองที่บรรเลงแม้ไม่มีเสียงร้อง แค่จังหวะก็สามารถเรียกความหึกเหิม หรือโศกเศร้า หรือน้ำตาได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องแบ่งเชื้อชาติเลยว่าจะเป็นคนพวกใด ด้วยหตุนี้เองเมื่อเราต้องการการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ สร้างความคิดให้แข็งแรง จิตใจที่หึกเหิม กล้าหาญ มีกำลังใจ และเติมเต็มด้วยความรัก ความสดชื่นผ่อนคลาย เราต้องหาเพลงที่เหมาะสมมาฟัง เพื่อสุขภาพจิตใจของเรา เพื่อจินตนาการของเรา ฝันของเรา จะได้ถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่มีหวังและชื่นชมยินดีอยู่เสมอ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 9:การตัดสินผู้อื่น

การตัดสินผู้อื่น

"อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (มธ.7:1-2)

การพิพากษา แตกต่างกับ การตัดสินอย่างไร? การพิพากษา เป็นการกล่าวถึงเรื่องที่เราไม่คำนึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และรวบรวมความผิดทั้งหมด ส่วนการตัดสิน คือ แทนที่จะตัดสิน การกระทำของคนนั้นกลับตัดสินคนนั้น ครับ

“เราสามารถตัดสินเพื่อนของเราได้ ว่าเขาขับรถดีหรือไม่ดี เมื่อเรานั่งรถของเขา เราสามารถตัดสินความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้ เราตัดสินซึ่งกันและกันตลอดเวลาในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ความเป็นมิตร การคบหากัน การแข่งขัน การทำธุรกิจ การตัดสินที่มาจากหัวใจที่มีความเข้าใจและความรัก ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นไม่ได้รวมอยู่ในกฎข้อนี้ เปาโลกล่าวว่า เราจะตัดสินโลกนี้ และแม้แต่ทูตสวรรค์ด้วย

แต่เมื่อเราตัดสินคนอื่นด้วยหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ การต่อว่า แช่งสาป โกรธ เกลียด อิจฉา หรือความแค้น เราก็นำตัวเราเข้าสู่กฎข้อนี้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินพ่อแม่ ด้วยหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นการไม่ให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงตกอยู่ภายใต้กฎทั้งสองข้อพร้อม ๆ กัน และการตัดสินจะตกมาถึงเราเอง และชีวิตของเราก็จะไม่ได้ไปดีมาดี” (จากบทความของ John Sandford )

การตัดสิน เราควรตัดสินที่การกระทำ เช่นคุณทำงานไม่เสร็จเพราะอะไร แต่ไม่ใช่คุณทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย หรือ คุณเป็นคนทำงานไม่สำเร็จ เป้าหมายการตำหนิตอนนี้ ไม่ใช่งานที่ไม่เสร็จ แต่อยู่ที่คนไม่ดีแล้วครับ

กล่าวการตัดสินถึงอดีตและอนาคต พยากรณ์ว่าเขาจะทำอย่างนั้นอีก เพราะเขาทำไม่เสร็จครั้งนี้ ก็รวมการพิพากษาและการตัดสินไปด้วย อย่างบทความของจอห์นที่กล่าวว่า เราตัดสินการประพฤติที่ลบจนเป็นนิสัยของเขา ที่เราต้องระวังได้ แต่หากเราตัดสินด้วยอารมณ์ อคติ จิตใจไม่บริสุทธิ์ จากสิ่งที่ดีจากเรา กลายเป็นการตัดสินที่ลบออกไป จะทำให้เรารับผลจากการตัดสินนั้น เพรา หลักความเชื่อของคริสตชนเชื่อว่าเราตัดสินผู้อื่นอย่างไร พระเจ้าก็จะตัดสินเราเช่นนั้น

ทั้งโลกหน้า โลกนี้ สิ่งที่เราจะได้รับ คือ หากเราตัดสินอย่างไม่ยุติธรรมและไม่บริสุทธิ์ใจ เราก็จะขาดมิตร และความศรัทธา ความเกรงใจ หรือ ยามเราผิดพลาด ผลที่เราจะได้รับคือคนที่มีชีวิตอยู่ก็จะตัดสินเราเช่นนั้น ดังที่เราตัดสินเขาด้วยความไม่ยุติธรรม แม้ทางด้านคริสตชนจะสอนให้ ทุกคนให้อภัยและยกโทษ ในทำนองเดียวกัน สวรรค์ยุติธรรม เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมแยกคนดีคนชั่ว แต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์ เมื่อเหตุการณ์ของการตัดสินเกิดขึ้น กฎการเก็บเกี่ยวก็จะถูกนำมาใช้ในชีวิตของเราเช่นกัน เพราะไม่มีใคร หลีกพ้นกฎนี้ได้ คือ การตัดสิน อันยุติธรรมจากพระเจ้า

สิ่งเดียวที่จะช่วยเราได้คือ สารภาพบาปและกลับใจใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ เลิกตัดสินผู้อื่นด้วยใจอคติ อารมณ์และความไม่ยุติธรรม เพื่อพระเจ้าจะทรงประทานความยุติธรรมให้แก่ท่าน ยามที่มีผู้ตัดสินท่านอย่างไร้ความยุติธรรมครับ

สภษ 15:8 เครื่องสักการะบูชาของคนชั่วร้ายเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่คำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรมเป็นที่ปีติยินดีแก่พระองค์

สภษ15:29 พระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลจากคนชั่วร้าย แต่พระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคนชอบธรรม

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 8:อย่าพิพากษาผู้อื่น

อย่าพิพากษา ผู้อื่น


การพิพากษาแตกต่างกับการตัดสินอย่างไร? การพิพากษา เป็นการกล่าวถึงเรื่องที่เราไม่คำนึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และรวบรวมความผิดทั้งหมด ส่วนการตัดสิน คือ แทนที่จะตัดสิน การกระทำของคนนั้นกลับตัดสินคนนั้น ครับ

ตอนนี้เรามาดูการพิพากษาก่อนนะครับ อยากจะยกเหตุการณ์ง่าย ๆ เมื่อเราเห็นนายเอคุยกันในห้อง เราตำหนินายเอว่า ทำไมคุณเอคุยกันในห้องทุกครั้งเลย และครั้งที่แล้ว คุณเอก็เดินเข้าห้องผิด และทำแบบนี้มาตลอด จุดนี้เราจะเห็นชัดว่าคุณเอถูกพิพากษา คือ แทนที่เขาจะถูกพิพากษาการกระทำที่มาสายครั้งเดียว แต่เขาถูกตัดสินว่าคุณทำไมมาสายทุกครั้ง และรวมความผิดครั้งก่อน ๆ ด้วย มันเกินความจริงที่เป็นขณะนั้น เหมือนการที่คุณเอทำผิดครั้งนี้ผิดใหญ่หลวง

มันผิดยังไงที่ไปตัดสินคุณเอแบบนั้น ทำไมหรือครับ เพราะว่าความผิดพลาดในอดีตของคุณเอ เขาอาจจะ กลับใจ เสียใจกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว เขาอาจสารภาพความผิดนั้นกับคนที่เกี่ยวข้องไปแล้วก็ได้ ทำไมเราเอาสิ่งนั้นมาพิพากษาเขาอีกครั้ง เราไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปตัดสินเขาในอดีต เพราะนั่นเป็นเรื่องของพระเจ้า เราไม่ควรพิพากษา กล่าวโทษสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ทราบเบื้องหลังเรื่องที่ผ่านมาแล้ว

ปัจจัยหลายด้านที่เขาประพฤติแบบนั้น ในเวลานั้นก็สำคัญ มันเป็นองค์ประกอบที่บ่งบอกว่าอะไรที่เขากระทำเช่นนั้น สาเหตุอะไร ปัจจัยจากเวลา คน สถานที่ เราไม่ได้ถามสาเหตุเลย ว่าทำไมเขาจึงประพฤติแบบนี้ในครั้งนี้ เราอย่ารีบด่วนสรุปเลยครับ

เราต้องระวังคำพูด “เธอก็ทำแบบนี้ประจำ” และคำพูดที่ว่า “เมื่อก่อนเธอก็ทำแบบนี้” ลองคิดดูสิครับว่าหากท่านทำผิดพลาดบางอย่าง มีคนตำหนิท่าน พิพากษาท่านโดยเหมาเอาว่าท่านทำเป็นประจำและ เอาความผิดพลาดในอดีตของท่านมารวมด้วย ท่านจะแย่แค่ไหน มันดูเหมือนทำผิดครั้งนั้น ผิดมากตลอดเลย นี่เอง ผลร้ายของคำพิพากษา

ถูกหรือผิด โดยไม่ได้เป็นหน้าที่ของเราครับ มันเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องด้วย และแม้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงก็ต้องยังมีองค์ประกอบในการกล่าว การตักเตือน วิจารณ์ในพื้นฐานเรื่องนั้นเรื่องเดียว เวลานั้น และองค์ประกอบ หลายปัจจัย เพื่อผู้นั้นจะไม่ท้อใจจนเกินไปเมื่อผิดพลาด
“เหตุฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา” (รม.2:1) ผมพบว่านี่เป็นกฎอย่างหนึ่ง ที่เมื่อใครก็ตามตัดสินคนอื่น เขาก็มักจะต้องทำในสิ่งเดียวกัน

ทำไมล่ะ เพราะความเชื่อของคริสตชน เราเชื่อว่าหากเราพิพากษาผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม พระเจ้าก็จะทรงพิพากษาเราเช่นกัน ดังนั้น จงอยู่ด้วยกันด้วยความรัก หากจับผู้ใดทำผิดได้ จงช่วยผู้นั้นด้วยความถ่อมใจ เกรงว่า วันหนึ่ง เราจะอ่อนแอ และทำผิดพลาดแบบนั้นเช่นกัน ตอนนั้นล่ะใครจะช่วยและอยู่ฝ่ายเรา หากเราไม่เมตตาต่อผู้อื่น และให้ความเมตตาต่อผู้อื่นก่อน

กาลาเทีย 6:1-5 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์ เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไร ๆ ที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง