ให้ความสำคัญในเรื่องการเยียวยาในแนวทางของคริสเตียน โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของผู้นำ และช่วยคริสเตียนให้มีการดำเนินชีวิต ให้มีเสรีภาพจากบาดแผลในอดีต ปลดปล่อยศักยภาพให้ทำงานเกิดผลอย่างเต็มที่ พร้อมด้วยชัยชนะและมีสันติสุขและด้วยความเข้าใจในสติปัญญา ในการดำเนินชีวิต
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หมวดเพลงนมัสการ-Here I am to Worship
Here I am to Worship
Intro: E - B - F#m7 - E - B - A2
E B F#m7
I. Light of the world You stepped down into darkness
E B A2
Opened my eyes let me see
E B F#m7
Beauty that made this heart adore You
E B A2
Hope of a life spent with You
E B/D#
Chorus: Here I am to worship Here I am to bow down
E/G# A
Here I am to say that You're my God
E B/D#
You're altogether lovely Altogether worthy
E/G# A2
Altogether wonderful to me
E B F#m7
II. King of all days Oh so highly exalted
E B A2
Glorious in heaven above
E B F#m7
Humbly You came to the earth You created
E B A2
All for love's sake became poor
B E/G# A
Bridge 1: I'll never know how much it cost
B E/G# A
To see my sin upon that cross
E B C#m A
Bridge 2: Call upon the Name of the Lord and be saved
E/G# Bsus B C#m A
Call upon the Name of the Lord and be saved
หมวดการบำบัด-ตอนที่ 20 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนความรู้สู้ปัญญาไม่ได้
ตอนความรู้สู้ปัญญาไม่ได้
ความคิดของเราก็เหมือนกล่องเปล่า ๆ เล็ก ๆ หากเราเอาทรายใส่ลงไปในกล่อง แล้วเทน้ำลงไปในกล่องทราย น้ำก็จะซึมลงและหายไป หากเราวางรากฐานโดยเอาดินเหนียวใส่ลงไปในกล่อง เวลาเอาน้ำเทลงไปมันก็จะจับตัวเป็นก้อน เอามานวดปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เพราะดินเหนียวจะทำปฎิกริยากับน้ำทำให้แข็งตัวเหมือนกัน หากเราเอากรวดใส่ในกล่องนั้น เวลาเทน้ำลงไปน้ำก็จะแยกกรวดกับน้ำไม่ผสมผสานกันได้ เพราะมันเป็นสะสารคนละชนิดกัน
หากความคิดเราเป็นทรายละเอียดอ่อน หากมีเรื่องราวอะไรที่ดีและไม่ดีมา มันก็ซึมเข้าไปในความคิดหมด เราก็รับไปหมด สุดท้ายก็วุ่นวาย แต่หากเราเอาดินเหนียวใส่ เมื่อเจอน้ำก็เกิดการผสมผสานกันปั้นเป็นรูปทรงอะไรสักอย่างก็ได้ หรือหากเป็นหินก็ต่างก็อยู่กันในกล่องแต่ไม่เกิดประโยชน์ออะไรเลย ต่างก็เป็นขยะที่รกสมองรกความคิดทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เอง เราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีใส่ลงไปในสมอง สิ่งนั้นก็คือความรู้และปัญญา (ดินเหนียว)
ความรู้ต่างกับปัญญาอย่างไร? หลายคนมีความรู้ท่องได้ อ่านแล้วมาหลายตำราหลายเล่ม หลายสัมนา รอบรู้หมด แต่คนมีปัญญาคือ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ ใช้ นำไปปฎิบัติได้อย่างช่ำชอง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้อื่น คนมีความรู้อ้างอิงตำราต่าง ๆ ได้ แต่คนมีปัญญาประยุกต์วิธีการนำไปใช้ได้ ก็คือคนมีความรู้คือความฉลาดอยู่ที่สมอง แต่คนมีปัญญาคือคนมีความเฉลียวมีไหวพริบ อยู่ที่เซนส์และประสบการณ์
แต่ความรู้กับปัญญาต้องไปด้วยกัน บางคนมีปัญญาช่างคิด เก่งเรื่องคิด แต่ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องความรู้ ก็คิดได้ตามปัญญาแคบ ๆ บางคนมีความรู้มากแต่ไม่มีการใช้ปัญญา ก็ได้ใช้ความรู้อย่างแคบ ๆ เหมือนกัน สรุปคือเราจะมีปัญญามากแค่ไหนก็เท่ากับฐานความรู้มากด้วยครับ
เราจำเป็นต้องมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจทางความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องพระเจ้า จริยธรรมจากพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางคำสอนของผู้นำคริสตจักรในวันอาทิตย์ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องที่ง่ายดาย จงแสวงหาเพราะอยู่ที่ใจของเราต่างหากจะหิวกระหายมากน้อยแค่ไหน เพราะในความคิดของเรา จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลความรู้ที่ถูกที่สุด คือ พระคำพระเจ้าครับ
“สภษ18: 15 ใจที่มีความคิดย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้.”
การแสวงหาปัญญาเพื่อความกระจ่าง ความเข้าใจในความรู้ หลายคนมีความรู้แต่ไม่มีปัญญา แล้วเราจะมีปัญญาได้อย่างไร
การมีปัญญาเกิดขึ้นจากการเอาความรู้ขยายความรู้เอาความรู้จากที่มีมาขยายความรู้จากอีกที่ที่รับ หรือจากการได้ฟังพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำปฎิบัติมาก่อน หรือเกิดจากประสบการณ์ของเราเอง ที่ได้พบ สะสมมาก ๆ ยิ่งขึ้น จนเกิดจากความเข้าใจ ดังนั้น เราจะให้ความรู้งอกงามจนเป็นปัญญาได้นั้น มีปัจจัยหลายทางครับ ส่วนสำคัญที่สุดคือการฟัง การได้ทำ และการได้เรียนจากผู้รู้ที่รู้มากกว่า
สภษ 14: 33 ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจแต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่
สภษ18: 2 คนโง่ไม่เพลิดเพลินในความเข้าใจ แต่เพลิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น
เมื่อเรามีฐานข้อมูลทางความคิดแล้ว คือ ความรู้และปัญญา ตอนนี้เมื่อเราคิดอะไร ก็เป็นความคิดที่มาจากปัญญา เราก็จะมีความคิดที่ไร้ความสับสนวุ่นวาย ไร้ไวรัส ไร้ความมืด ความสกปรก และความไม่สงบ เพราะเรารู้ว่าอะไรคือพิษในความคิด อะไรคืออาหาร อะไรคือสิ่งที่ควรคิดเพื่อชัยชนะครับ
หมวดการบำบัด-ตอนที่ 19 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนหัดคิดทีละเรื่อง
ตอนหัดคิดทีละเรื่อง
คิด ทีละเรื่องแล้วเอามาผนวกผสมผสานกัน อย่าเพิ่งคิดทีเดียวทุกเรื่องพร้อม ๆ กัน เพราะหากเราไม่มีทักษะในความคิด เราจะมึนงงและสับสนในตัวเราเองในที่สุด เราลองมาดูคนเล่นกระดานหมากรุก หรือหมากฮอร์ส เขาเหล่านั้นแม้เป็นอัจฉริยะ แม้คิดเดินในใจไว้ล่วงหน้าไปแล้วทีละหลายตัว แต่อย่างไรเขาก็ต้องตัดสินใจ คิดที่จะเดินทีละตัว คือตัวที่จำเป็นที่ต้องเดินขณะนั้นเพื่อชัยชนะในที่สุด และครั้งต่อไปเขาต้องเดินตัวไหน อย่างไร ก็ต้องตัดสินใจเดินได้ทีละตัว ในกฎการเล่นผู้เล่นจะต้องเดินทีละตัวครับ แต่ในใจเขาความสามารถเดินล่วงหน้าทีละหลายตัว ตามความสามารถของสติปัญญาของผู้เล่น แต่กฎพิ้นฐานของเรา คือ เดินทีละตัว
ฝ่าย ตรงกันข้าม (มาร ความชั่วร้าย )ไม่ได้เดินหมากตามอารมณ์มั่ว ๆ แต่มันมีแผนงาน วางแผนอย่างเป็นระบบขบวนการ และเราจะเดินระบบความคิดตามอารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่อยากเดินตัวไหนก็เดินตามอารมณ์โดยปราศจากแผนความคิดเป็นขั้นเป็นตอน เป็นเหตุเป็นผล ความชั่วร้าย มาร มีเป้าหมายเดียวคือ ให้เราแพ้แบบลุกไม่ได้ แพ้อย่างราบคาบและไวที่สุด ดังนั้นการเดินด้วยอารมณ์และมั่ว ๆ จึงไม่ใช่วิธีการทางความคิดของเราผู้ต้องการชัยชนะ
มาร มีพรรคพวก ทำเป็นทีมงาน มีวัสดุอุปกรณ์แหล่งอบายมุขครบมือ เราซึ่งต้องการมีชัยชนะเหนือความพ่ายแพ้ จะเอาชนะมันได้ก็ต้องมีทีม คือผู้ที่เชื่อเหมือนเรา เพื่อนผู้ให้กำลังใจ และเคียงข้างยามล้มลง เราต้องคิดเป็นระบบ คิดเอาชนะทีละเรื่อง คิดวีธีที่จะเอาชนะด้วย ไม่ใช่ไหลไปตามน้ำตามอารมณ์ และที่ดีที่สุดที่ปรึกษาที่มีชัยชนะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบกาณร์ เราควรขอคำปรึกษาจากท่านเหล่านั้น อ่านวรรณกรรม ที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่ชนะ
จงจำไว้ ช่วงปีนขึ้นภูเขาจะลำบาก แต่เมื่อถึงปลายยอดเขาแล้ว ท่านจะได้สูดอากาศสดชื่นและมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
การ เดินขึ้นภูเขามีเคล็ดลับคือก้าวสั้น ๆ ทีละก้าวโดยเฉพาะทางชัน ก็จะปลอดภัยและไปสู่จุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนคิดทีละเรื่อง และหลังจากนั้นเริ่มเอามาผนวกผสมผสานกัน ว่าสิ่งไหนดีที่สุดและเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ครับ แล้วท่านจะได้ไม่สับสน กลัวตัดสินใจคิดผิด
หมวดการบำบัด-ตอนที่ 18 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนจราจรทางความคิด
วินัยใหม่ พลังความคิด
ตอนจราจรทางความคิด
เราลองมาคิดดู จราจรในกทม.โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนตอนเช้า ๆ ช่วงโรงเรียนเปิด ระบบไฟจราจรแทบจะช่วยไม่ได้ เพราะ มีคนขับรถบางคนมักง่าย คิดว่าตัวเขาแต่ละคนมีความจำเป็นต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน เลยทำให้ขับแซง ขับเลยเส้น ขับเร่ง ๆ ไม่สนใจคนอยู่คันหน้า หรือคนที่ตามมา ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่ช่วยได้คือไฟจราจร ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง แต่กระนั้น สำหรับกรุงเทพฯ ก็ยังต้องพึ่งเจ้าหน้าที่จราจร เพราะคนขับบางคนยังไม่เชื่อฟังและเดินตามสัญญาณไฟจราจร แต่หากไม่มีไฟสัญญาณญาณจราจร ตำรวจจราจรคงเหนื่อยกว่านี้ ผมจะเปรียบเทียบระหว่างไฟจราจร ก็คือ ข้อระวังในการคิด ตำรวจจราจรก็คือ คนที่มีอำนาจฝ่ายจิตใจของเรา ที่หลายครั้งเราไม่เดินตามไฟจราจรในความติด ต้องให้จราจรฝ่ายวิญญาณมาจัดการห้ามปรามเรา เพราะบางเรื่องในความคิดของเราต้องเดินหน้า เราต้องหยุด หรือต้องรอไว้ก่อน แต่เราไม่มีกำลังจะทำตาม หรือเราอยากทำตามอารมณ์ ตำรวจจราจรเลยต้องเข้ามาช่วยเรา เพื่อเราจะได้ไม่วุ่นวายครับ เรามาดูหลักการไฟ จราจรด้วยกัน
ไฟแดง ห้ามคิด ความคิดไม่นำไปสู่ความสว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ
ไฟเหลือง อย่าเพิ่งคิดตอนนี้ เก็บไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเลา ยังมีเรื่องเร่งด่วนกว่า
ไฟเขียว คิดได้ คิดทีละเรื่อง เราจะมาพูดในบทต่อไป
นี่เป็นวินัยง่าย ๆ ในการคิด ซึ่งเอามาเป็นหลักประจำใจในการคิด หากท่านไม่มีกำลัง เป็นคนเดินตามอารมณ์ อ่อนแอ พ่ายแพ้ บางเรื่องง่าย ๆ ท่านจำเป็นต้องมีตำรวจจราจรที่พร้อมจะช่วยเหลือท่าน
ในชีวิตท่านควรหาผู้ใหญ่สักคน ที่เตือนสอนท่านได้ หรือผู้ที่มีอำนาจทางจิตใจของท่าน ที่จะหยุดความคิด การกระทำบางอย่าง ที่นำไปสู่การฝ่าไฟแดงได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ควรขอพระเจ้า ประทานให้ท่านสักคนสองคน เป็นเพื่อนการต่อสู้ต่อไป แต่หากหาไม่ได้ ให้อัญเชิญพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยท่านครับ เพราะพระองค์ไม่เคยปฎิเสธใครเลย
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หมวดการบำบัด-ตอนที่ 17 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนไวรัสทางความคิด
วินัยใหม่ พลังความคิด
ตอนไวรัสทางความคิด
ความสับสน เกิดขึ้นจากการไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร ทำอย่างไร อะไรที่เป็นมาตฐาน ขอบเขตอยู่ที่ไหนตรงไหน ระดับไหนจะถือว่าถูก อยู่ที่ระดับไหนถือว่าผิด เอาอะไรเป็นมาตรฐาน ตอนนี้ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
ประการแรก เราต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกในความคิดและจิตใจของเราก่อน เหมือนคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมหลักเพื่อปฎิบัติการ และโปรแกรมป้องกัน เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และไวรัส เมื่อเราใส่โปรแกรมผีที่มักซ่อนสปายแวร์หรือไวรัสเข้าไป มันจะฟ้อง ป้องกัน และไม่ยอมรับโปรแกรมเหล่านี้ให้เข้าไปทำงานในคอมพิวเตอร์ของเราได้ แล้วโปรแกรมหลักและโปรแกรมป้องกันนี้คืออะไร
“สภษ12:8 คนจะได้คำชมเชยตามสามัญสำนึกที่ดีของเขา แต่คนที่ความคิดตลบตะแลงก็เป็นที่ดูหมิ่น” พระวจนะตอนนี้สอนเราว่า สามัญสำนีกที่ดีนำสู่การประพฤติที่ดี แล้วหากประพฤติดีก็จะมีผู้ชมเชย จากผลการประพฤตินั้น การประพฤติที่ดีเกิดจากสามัญสำนึกที่ดีในชีวิต เราจะสร้างสามัญสำนึกที่ดีได้อย่างไร
มีสามทางครับ มีวิธีสร้างง่าย ๆ คือ เราต้องมีความคิดสว่าง คิด สะอาด คิดสงบ
คิดสว่าง คือ สิ่งที่ท่านคิดนั้น เมื่อท่านนำความนั้นมาเล่าในความสว่างใครก็รับได้ สามารถเอามาพูดแล้ว คนไม่สะดุด ไม่ตกใจ ไม่อับอาย ไม่ผิดต่อคุณความดี คุณธรรม ความสว่างคือความดี ความมืดคือความชั่ว สิ่งใดที่แอบทำในความมืด แอบคิดในความมืด หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ถือว่าคิดแบบคนมีความสว่าง
คิดสะอาด คือ คิดเรื่องสะอาดไม่สกปรก ลามก ไม่ผิดศีลธรรม หรือกฎหมาย คิดแล้ว ไม่ต้องมาสารภาพบาป หรือละอายใจทีหลัง เล่าให้ใครฟังก็ไม่ต้องกลัวว่าผู้คนจะดูถูกดูหมิ่นในความนี้
คิดสงบ คือ เรื่องที่คิดแล้วหากใครได้ยิน ใครรับฟังความคิดของเราแล้ว ก็เกิดความสงบ ไม่เดือดร้อนเป็นไฟให้เกิดความวุ่นวาย และที่สำคัญตัวเราคิดแล้วเราก็เกิดความสงบสุขในใจ เล่าเรื่องนี้แล้ว ทุกคนสบายใจ สงบสุข แบบนี้ต้องหาทาง และฝึกเรียนรู้ครับ
เห็นหรือยังครับ หากเรามีมาตฐานทางความคิดแล้ว อะไรที่กำลังคิด มันไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ เราก็ไม่คิด เราก็มีมาตรฐานเดียว ในการคิดก็จะง่าย ต่อการตัดสินใจ เลือกที่จะทิ้ง หลายต่อหลายเรื่องที่มันแวะมาเยี่ยมในสมองของเรา จำไว้ อย่ารับแขกแปลกหน้าที่ไม่ได้เชิญ ที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ
หมวดการบำบัด-ตอนที่ 16 วินัยใหม่ พลังความคิด
ตอนการป้องกันความคิดสับสน
“สภษ 27: 19 ในน้ำ คนเห็นหน้าคนฉันใด ความคิดของคนก็ส่อคนฉันนั้น”
ขอให้สังเกตว่าเรามักจะเห็นคำว่า “ใจคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น” หรือ “เราคิดอย่างไร ใจก็เป็นอย่างนั้น” หรือคำว่า “คิดในใจ” หรืออีกคำ “ใจคิดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น” สังเกตุ คำว่า ใจกับความคิดมักเชื่อมโยงติดกันเสมอ และโดยธรรมชาติของเราก็มักทำในสิ่งที่คิดไว้ในใจ
ใน ตอนนี้เราไม่มานั่งหาเหตุผลทางวิชาการหรือทางจิตวิทยาละครับในเรื่องความคิด กับใจ แต่เราจะมาคุยกันในเรื่อง การเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างใจกับความคิด และจะแก้ไขปัญญาที่เกิดขึ้นอย่างไร?
ผม จะยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีกสักเรื่อง เช่น หากใจเราเกลียด ความคิดก็คิดเกลียดตาม หรือหากใจเรารัก เราก็คิดรักตาม แต่ทางกลับกัน หากเราคิดเกลียด ใจก็ปะทุอารมณ์อยากจะด่า ฆ่า ทำร้าย แต่หากความคิดจะรัก ใจของเราก็มีอารมณ์ร่วม รัก คิดหาทางทำอะไรบางอย่างเพื่อคนคนนั้น โดยวางแผนงานกับความคิดด้วยเช่นกัน
พลังความคิดสำคัญมาก หากความคิดสับสน ใจก็สับสน หากความคิดวุ่นวาย ใจก็วุ่นวาย และถ้าหากความคิดวิปริต ใจก็วิปริต ความคิดไม่เป็นระบบระเบียบ ใจก็ไม่เป็นระบบระเบียบ ความคิดไม่เป็นผู้ใหญ่ ใจก็ไม่โตเป็นผู้ไหญ่ หรือคำว่าใจไม่กว้างใจ ใจไม่มีเมตตาอารีย์
เรามาลองดู เมื่อตาของเรามองเห็นอะไร สักอย่าง จิตใจของเราก็อยาก ปราถนา และความคิดก็เริ่มวางแผนทันทีทันใด หรือเมื่อใจปราถนา เพราะสายตากวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องใจ ความคิดก็เริ่มวางแผนที่จะได้มา
หรือ เมื่อหูได้ยิน จิตใจ อารมณ์พาไป ความคิดก็เริ่มหาช่องทาง วิเคราะห์ หรือ เมื่อเราได้กลิ่นอาหาร ขนม อันโอชะ ใจปราถนาจะกิน ความคิดก็วางแผน หาทางที่จะได้ขนมนั้นมากิน
หากจะ หยุด ก็หยุดที่ ตา หู จมูก ปาก ที่จะรับรู้สิ่งรอบกายทั้งหมด แต่เราหยุดไม่ได้ นอกจากไปอยู่นอกโลก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่มีการสื่อสาร เป็นตัวเร้าทุกสถาณการณ์ เราต้องหยุดที่ใจกับความคิด เพราะสองส่วนนี้มันอยู่ภายในเรา เพราะสองส่วนนี้จะทำงาน วางแผนร่วมกัน และเราก็มีอำนาจจะหยุดด้วย หากเรารู้วิธีการ เพื่อผลที่ตามมา คือเราจะสามารถหยุดมันที่จะพาเราไปสู่การชั่วก็ได้ หรือหยุดความคิดที่สับสน วุ่นวาย ขาดสันติสุขในชีวิต
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เรามีความคิดสับสนหาจุดสรุปไม่ได้ เราก็จะเป็นคนที่สื่อสารไม่รู้เรื่อง จัดลำดับสำคัญต่าง ๆในการทำงานไม่ได้ คิดสะเปะสะปะ ในการทำงาน ไม่สามารถทำงานใหญ่ที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ และหากเราอยู่ในขบวนการบำบัด เราก็จะจมดิ่งลงไปในวิถีชีวิตเดิมอีก เพราะปัญหาอยู่ที่เรา คือ ความคิดและจิตใจ ที่ไม่มีระบบและไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังสับสนครับ
อยาก จะยกตัวอย่าง สมมุติว่าทั้งความคิดและจิตใจเป็นคอมพิวเตอร์ และมีไวรัสเข้าไปเยอะ ๆ (ไวรัสคือ สิ่งที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ) และเอกสารภายในคอมพิวเตอร์ของเรา แบ่งไม่เป็นหมวดหมู่ เช่นไฟล์เกี่ยวกับเสียง ภาพ อักษร ผสมปนเปไปหมด ไม่มีการจัดให้เรียบร้อย และไม่มีการแสกนไวรัส ไม่มีการจัดหมวดหมู่เอกสาร) ต่อมาไวรัสก็กัดกินสมองกลของเราและจิตใจ จนเครื่องพัง ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ สมองกลนี้ทำงานได้แต่งานเล็ก ๆ อย่าเพิ่งพูดถึงงานใหญ่ ๆ บางเครื่องจะเปิดเครื่องยังไม่ได้เลย
แต่หากไม่มีไวรัส ความชั่วร้าย มารเข้ามาแทรกแทรงเพราะมีระบบป้องกันอย่างดี และการจัดระบบจิตสำนึกดีชั่วทำงานปกติ โดยมีพระคำพระเจ้าเป็นตัวป้องกัน เจ้าของเครื่องจัดเอกสาร เป็นหมวดหมู่ ระบบสมองกลของความคิดของเราก็จะไม่รวนสับสน ครับ แล้วอะไรคือไวรัสล่ะ ก็ความคิดที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ