แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำบัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำบัด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 9 อะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาต้องการ

อะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาต้องการรับการบำบัดปลดปล่อย?

ง่าย ๆ สองข้อครับ ข้อแรก เขาเองเบื่อหน่ายปล้ำสู้กับนิสัยพฤติกรรมนั้นและอยากเปลี่ยน ลองถามสามี/ภรรยา คนในครอบครัว หรือผู้นำ ผู้ดูแล ที่บอกเราได้อย่างชัดเจนว่าเรามีนิสัยบางอย่างที่สร้างปัญหาในการดำเนินชีวิต ในการทำงานหรือไม่ เช่น นิสัยขี้บ่น ใจแข็งกระด้าง ควบคุมผู้อื่น หรือเป็นผู้สร้างแรงกดดันให้กับคนรอบข้าง

แต่ละคณะนิกายมีวิธีการบำบัดที่แตกต่างกัน และมีสำนักงานพันธกิจที่แน่นอนชัดเจน เช่น การช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจที่มีชื่อเสียง ได้แก่ มูลนิธิของประวีณา หงส์สกุล หรือวัดที่ช่วยคนติดยาเสพติด หรือโรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิต ในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าเราหรือท่านเป็นโรคจิตนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่ามีหน่วยงานบำบัดมากมาย อาชีพนี้ในอเมริกาทำให้หมอร่ำรวยไปตาม ๆ กัน เพราะคนทั่วไปยอมจ่ายเงินเป็นรายชั่วโมง เพื่อที่จะระบายความรู้สึกให้กับผู้ให้คำปรึกษาหรือให้แก่นักจิตวิทยา ผมกำลังพูดในบริบทคริสตจักร ถ้าหากว่ามีสมาชิกหรือทีมผู้นำของเราที่เป็นแบบนี้ เราจะช่วยเขาได้อย่างไรล่ะ ลงวินัยพวกเขา หรือห้ามพวกเขา เขาก็จะแอบ ๆ ซ่อน ๆ มีชีวิตสองมุม หรือเราจะช่วยเขาด้วยความรักและแสดงความรักต่อเขาจะดีกว่าไหม เพราะพระเจ้าทรงสอนเราใน กาลาเทีย 6:1-5 ว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณจงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเองเกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์ เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไร ๆ ที่จะอวดได้ในตัว ไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง”

เราจึงต้องสำแดงความรักและพระเมตตาจากพระเจ้าช่วยคนที่อ่อนแอกว่า หรือเราจะปล่อยคนตกน้ำทั้งที่ไม่มีกำลัง ปล่อยให้เขาจมดิ่งในบาดแผล หรือถูกครอบงำจนสุดท้ายเขาหลุดไปจากทางชอบธรรมครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 3 จะจัดการรากของแผลได้อย่างไร

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนจะจัดการรากของแผลได้อย่างไร

ตัวอย่าง เด็กที่เสพย์ติด

การจัดการกับบาดแผล เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีรากก็ย่อมมีผล ทุกอย่างเกิดจากต้นตอคือราก หากเราจะจัดการกับต้นวัชพืชที่สกปรกในหน้าบ้านของเรา เราไม่ควรเอามีดฟันในส่วนของวัชพืชที่โผล่ออกมา หากเราต้องการจะจัดการกับมันอย่างราบคาบ เราต้องขุดรากมันออกมาและเอาไปเผาไฟครับ ไม่ใช่เอาไปฝังดินใหม่ เพราะมันอาจจะออกรากฝอยและรากแขนงเจริญเติบโตจนเป็นต้นใหม่ได้


บาดแผลของเราก็เช่นกัน ส่วนนี้อยากหนุนใจผู้ให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่มี บาดแผลหรือด้านบุคลิกภาพว่าเราต้องจัดการที่รากครับ ส่วนใหญ่เราจะตำหนิ ว่ากล่าวตักเตือน ลงวินัย แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สิ่งที่เขาแสดงอยู่เป็นประจำนั้นอยู่ที่ราก ผมจะยกตัวอย่างให้เห็น เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการเยียวยา ครั้งแรกเขาติดเหล้ามาก เราเลยสร้างวินัยใหม่แก่เขา เข้มงวดกับเขา พร้อมให้ความรักอย่างเต็มที่ ปรากฎว่าเขาดีขึ้นระยะหนึ่ง ต่อมาเรามารู้ว่าเด็กคนนี้เลิกเหล้า แต่แอบไปสูบบุหรี่และสูบจัดมาก เราก็เริ่มทำแบบเดียวกันเขาก็เลิกบุหรี่ แต่เขาแอบไปเล่นการพนันในสลัมที่เขาอยู่โดยเราไม่รู้มาก่อน จุดนี้จะเห็นได้ว่า จริง ๆ ต้องมีอะไรบางอย่างในจิตใจเด็กคนนั้นแน่ และเรามาพบอีกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราเด็กคนนี้พยายามทำตัวให้เป็นคนดีไม่เสพย์ติดสิ่งทั้งปวง แต่ว่าลับหลังเขาแอบไปทำ เราพบว่าที่ผ่านมาเราแก้ที่ผลแต่ไม่ได้จัดการที่รากจริง ๆ


รากของเด็กคนนี้คืออะไร? เราจึงใช้เวลาคุย เปิดเผยให้ความรักกับเด็กวัยรุ่นคนนี้ เราพบว่าจริง ๆแล้วเวลาที่เขาอยากไปเสพย์ติดสิ่งเหล่านี้ คือเวลาที่เขาเหงา ความเหงาหรือรากมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร? จากการทำการเยียวยาสอบถามวิถีชีวิตในวัยเด็กคือเด็กคนนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ให้ความอบอุ่น สัมผัส ชมเชย หรือแสดงความรัก และสังคมที่เขาอยู่คือสลัม เมื่อเขารู้สึกว่าเขาต้องการที่จะหาอะไรมาชดเชยความเหงาได้ เขาก็จะหาอะไรเสพย์ติดเพื่อชดเชยอารมณ์นั้นไป และเราก็พบจุดที่ต้องช่วยเหลือเด็กคนนี้จริง ๆ คือ ท้าทายเขาให้กล้าจะมีชีวิตใหม่ หาจุดชดเชยใหม่ โดยการให้เขาทำบางสิ่งและผู้ทำการบำบัดก็หาผู้ใหญ่ที่อดทน มีความรัก แสดงความรักแก่เด็กคนนี้อย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยวัยเด็ก โดยเฉพาะพลังกลุ่มที่จะช่วยกันมอบไมตรีจิตและแสดงความรักอย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด คือ ให้เขารู้จักความรักของพระเยซูคริสต์ที่เขาสามารถรับได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมากกว่าความรักของมนุษย์ เป็นความรักที่เหนือจะบรรยายได้ เราต้องท้าทายและสอนเด็กคนนี้ให้ได้รับและรู้จักกับความรักของพระเจ้าวันต่อวัน ผ่านการสั่งสอน ผ่านชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้าครับ


จากเรื่องของเด็กคนนี้ เราคงเห็นแล้วว่าเราต้องหาสาเหตุของพฤติกรรมนั้นและทำความเข้าใจก่อน เพื่อจะจัดการรากที่แท้จริง ซึ่งมีเรื่องตัวอย่างมากมายครับ แล้วเราจะกล่าวในตอนอื่น ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องการเปลี่ยน และความรักของพระเจ้าเข้ามาชดเชยทดแทนได้ทั้งหมด โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่แก้ไม่ได้ครับ เพราะพระองค์ทำได้ทุกสิ่ง

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 19 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนหัดคิดทีละเรื่อง

วินัยใหม่ พลังความคิด

ตอนหัดคิดทีละเรื่อง

คิด ทีละเรื่องแล้วเอามาผนวกผสมผสานกัน อย่าเพิ่งคิดทีเดียวทุกเรื่องพร้อม ๆ กัน เพราะหากเราไม่มีทักษะในความคิด เราจะมึนงงและสับสนในตัวเราเองในที่สุด เราลองมาดูคนเล่นกระดานหมากรุก หรือหมากฮอร์ส เขาเหล่านั้นแม้เป็นอัจฉริยะ แม้คิดเดินในใจไว้ล่วงหน้าไปแล้วทีละหลายตัว แต่อย่างไรเขาก็ต้องตัดสินใจ คิดที่จะเดินทีละตัว คือตัวที่จำเป็นที่ต้องเดินขณะนั้นเพื่อชัยชนะในที่สุด และครั้งต่อไปเขาต้องเดินตัวไหน อย่างไร ก็ต้องตัดสินใจเดินได้ทีละตัว ในกฎการเล่นผู้เล่นจะต้องเดินทีละตัวครับ แต่ในใจเขาความสามารถเดินล่วงหน้าทีละหลายตัว ตามความสามารถของสติปัญญาของผู้เล่น แต่กฎพิ้นฐานของเรา คือ เดินทีละตัว

ฝ่าย ตรงกันข้าม (มาร ความชั่วร้าย )ไม่ได้เดินหมากตามอารมณ์มั่ว ๆ แต่มันมีแผนงาน วางแผนอย่างเป็นระบบขบวนการ และเราจะเดินระบบความคิดตามอารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่อยากเดินตัวไหนก็เดินตามอารมณ์โดยปราศจากแผนความคิดเป็นขั้นเป็นตอน เป็นเหตุเป็นผล ความชั่วร้าย มาร มีเป้าหมายเดียวคือ ให้เราแพ้แบบลุกไม่ได้ แพ้อย่างราบคาบและไวที่สุด ดังนั้นการเดินด้วยอารมณ์และมั่ว ๆ จึงไม่ใช่วิธีการทางความคิดของเราผู้ต้องการชัยชนะ

มาร มีพรรคพวก ทำเป็นทีมงาน มีวัสดุอุปกรณ์แหล่งอบายมุขครบมือ เราซึ่งต้องการมีชัยชนะเหนือความพ่ายแพ้ จะเอาชนะมันได้ก็ต้องมีทีม คือผู้ที่เชื่อเหมือนเรา เพื่อนผู้ให้กำลังใจ และเคียงข้างยามล้มลง เราต้องคิดเป็นระบบ คิดเอาชนะทีละเรื่อง คิดวีธีที่จะเอาชนะด้วย ไม่ใช่ไหลไปตามน้ำตามอารมณ์ และที่ดีที่สุดที่ปรึกษาที่มีชัยชนะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบกาณร์ เราควรขอคำปรึกษาจากท่านเหล่านั้น อ่านวรรณกรรม ที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่ชนะ

จงจำไว้ ช่วงปีนขึ้นภูเขาจะลำบาก แต่เมื่อถึงปลายยอดเขาแล้ว ท่านจะได้สูดอากาศสดชื่นและมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม

การ เดินขึ้นภูเขามีเคล็ดลับคือก้าวสั้น ๆ ทีละก้าวโดยเฉพาะทางชัน ก็จะปลอดภัยและไปสู่จุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนคิดทีละเรื่อง และหลังจากนั้นเริ่มเอามาผนวกผสมผสานกัน ว่าสิ่งไหนดีที่สุดและเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ครับ แล้วท่านจะได้ไม่สับสน กลัวตัดสินใจคิดผิด

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 18 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนจราจรทางความคิด

วินัยใหม่ พลังความคิด

ตอนจราจรทางความคิด


เราลองมาคิดดู จราจรในกทม.โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนตอนเช้า ๆ ช่วงโรงเรียนเปิด ระบบไฟจราจรแทบจะช่วยไม่ได้ เพราะ มีคนขับรถบางคนมักง่าย คิดว่าตัวเขาแต่ละคนมีความจำเป็นต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน เลยทำให้ขับแซง ขับเลยเส้น ขับเร่ง ๆ ไม่สนใจคนอยู่คันหน้า หรือคนที่ตามมา ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่ช่วยได้คือไฟจราจร ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง แต่กระนั้น สำหรับกรุงเทพฯ ก็ยังต้องพึ่งเจ้าหน้าที่จราจร เพราะคนขับบางคนยังไม่เชื่อฟังและเดินตามสัญญาณไฟจราจร แต่หากไม่มีไฟสัญญาณญาณจราจร ตำรวจจราจรคงเหนื่อยกว่านี้ ผมจะเปรียบเทียบระหว่างไฟจราจร ก็คือ ข้อระวังในการคิด ตำรวจจราจรก็คือ คนที่มีอำนาจฝ่ายจิตใจของเรา ที่หลายครั้งเราไม่เดินตามไฟจราจรในความติด ต้องให้จราจรฝ่ายวิญญาณมาจัดการห้ามปรามเรา เพราะบางเรื่องในความคิดของเราต้องเดินหน้า เราต้องหยุด หรือต้องรอไว้ก่อน แต่เราไม่มีกำลังจะทำตาม หรือเราอยากทำตามอารมณ์ ตำรวจจราจรเลยต้องเข้ามาช่วยเรา เพื่อเราจะได้ไม่วุ่นวายครับ เรามาดูหลักการไฟ จราจรด้วยกัน


ไฟแดง ห้ามคิด ความคิดไม่นำไปสู่ความสว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ

ไฟเหลือง อย่าเพิ่งคิดตอนนี้ เก็บไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเลา ยังมีเรื่องเร่งด่วนกว่า

ไฟเขียว คิดได้ คิดทีละเรื่อง เราจะมาพูดในบทต่อไป


นี่เป็นวินัยง่าย ๆ ในการคิด ซึ่งเอามาเป็นหลักประจำใจในการคิด หากท่านไม่มีกำลัง เป็นคนเดินตามอารมณ์ อ่อนแอ พ่ายแพ้ บางเรื่องง่าย ๆ ท่านจำเป็นต้องมีตำรวจจราจรที่พร้อมจะช่วยเหลือท่าน

ในชีวิตท่านควรหาผู้ใหญ่สักคน ที่เตือนสอนท่านได้ หรือผู้ที่มีอำนาจทางจิตใจของท่าน ที่จะหยุดความคิด การกระทำบางอย่าง ที่นำไปสู่การฝ่าไฟแดงได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ควรขอพระเจ้า ประทานให้ท่านสักคนสองคน เป็นเพื่อนการต่อสู้ต่อไป แต่หากหาไม่ได้ ให้อัญเชิญพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยท่านครับ เพราะพระองค์ไม่เคยปฎิเสธใครเลย

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 17 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนไวรัสทางความคิด

วินัยใหม่ พลังความคิด

ตอนไวรัสทางความคิด

ความสับสน เกิดขึ้นจากการไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร ทำอย่างไร อะไรที่เป็นมาตฐาน ขอบเขตอยู่ที่ไหนตรงไหน ระดับไหนจะถือว่าถูก อยู่ที่ระดับไหนถือว่าผิด เอาอะไรเป็นมาตรฐาน ตอนนี้ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน

ประการแรก เราต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกในความคิดและจิตใจของเราก่อน เหมือนคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมหลักเพื่อปฎิบัติการ และโปรแกรมป้องกัน เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และไวรัส เมื่อเราใส่โปรแกรมผีที่มักซ่อนสปายแวร์หรือไวรัสเข้าไป มันจะฟ้อง ป้องกัน และไม่ยอมรับโปรแกรมเหล่านี้ให้เข้าไปทำงานในคอมพิวเตอร์ของเราได้ แล้วโปรแกรมหลักและโปรแกรมป้องกันนี้คืออะไร

“สภษ12:8 คนจะได้คำชมเชยตามสามัญสำนึกที่ดีของเขา แต่คนที่ความคิดตลบตะแลงก็เป็นที่ดูหมิ่น” พระวจนะตอนนี้สอนเราว่า สามัญสำนีกที่ดีนำสู่การประพฤติที่ดี แล้วหากประพฤติดีก็จะมีผู้ชมเชย จากผลการประพฤตินั้น การประพฤติที่ดีเกิดจากสามัญสำนึกที่ดีในชีวิต เราจะสร้างสามัญสำนึกที่ดีได้อย่างไร

มีสามทางครับ มีวิธีสร้างง่าย ๆ คือ เราต้องมีความคิดสว่าง คิด สะอาด คิดสงบ

คิดสว่าง คือ สิ่งที่ท่านคิดนั้น เมื่อท่านนำความนั้นมาเล่าในความสว่างใครก็รับได้ สามารถเอามาพูดแล้ว คนไม่สะดุด ไม่ตกใจ ไม่อับอาย ไม่ผิดต่อคุณความดี คุณธรรม ความสว่างคือความดี ความมืดคือความชั่ว สิ่งใดที่แอบทำในความมืด แอบคิดในความมืด หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ถือว่าคิดแบบคนมีความสว่าง

คิดสะอาด คือ คิดเรื่องสะอาดไม่สกปรก ลามก ไม่ผิดศีลธรรม หรือกฎหมาย คิดแล้ว ไม่ต้องมาสารภาพบาป หรือละอายใจทีหลัง เล่าให้ใครฟังก็ไม่ต้องกลัวว่าผู้คนจะดูถูกดูหมิ่นในความนี้

คิดสงบ คือ เรื่องที่คิดแล้วหากใครได้ยิน ใครรับฟังความคิดของเราแล้ว ก็เกิดความสงบ ไม่เดือดร้อนเป็นไฟให้เกิดความวุ่นวาย และที่สำคัญตัวเราคิดแล้วเราก็เกิดความสงบสุขในใจ เล่าเรื่องนี้แล้ว ทุกคนสบายใจ สงบสุข แบบนี้ต้องหาทาง และฝึกเรียนรู้ครับ

เห็นหรือยังครับ หากเรามีมาตฐานทางความคิดแล้ว อะไรที่กำลังคิด มันไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ เราก็ไม่คิด เราก็มีมาตรฐานเดียว ในการคิดก็จะง่าย ต่อการตัดสินใจ เลือกที่จะทิ้ง หลายต่อหลายเรื่องที่มันแวะมาเยี่ยมในสมองของเรา จำไว้ อย่ารับแขกแปลกหน้าที่ไม่ได้เชิญ ที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 16 วินัยใหม่ พลังความคิด

วินัยใหม่ พลังความคิด
ตอนการป้องกันความคิดสับสน

“สภษ 27: 19 ในน้ำ คนเห็นหน้าคนฉันใด ความคิดของคนก็ส่อคนฉันนั้น”

ขอให้สังเกตว่าเรามักจะเห็นคำว่า “ใจคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น” หรือ “เราคิดอย่างไร ใจก็เป็นอย่างนั้น” หรือคำว่า “คิดในใจ” หรืออีกคำ “ใจคิดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น” สังเกตุ คำว่า ใจกับความคิดมักเชื่อมโยงติดกันเสมอ และโดยธรรมชาติของเราก็มักทำในสิ่งที่คิดไว้ในใจ

ใน ตอนนี้เราไม่มานั่งหาเหตุผลทางวิชาการหรือทางจิตวิทยาละครับในเรื่องความคิด กับใจ แต่เราจะมาคุยกันในเรื่อง การเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างใจกับความคิด และจะแก้ไขปัญญาที่เกิดขึ้นอย่างไร?

ผม จะยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีกสักเรื่อง เช่น หากใจเราเกลียด ความคิดก็คิดเกลียดตาม หรือหากใจเรารัก เราก็คิดรักตาม แต่ทางกลับกัน หากเราคิดเกลียด ใจก็ปะทุอารมณ์อยากจะด่า ฆ่า ทำร้าย แต่หากความคิดจะรัก ใจของเราก็มีอารมณ์ร่วม รัก คิดหาทางทำอะไรบางอย่างเพื่อคนคนนั้น โดยวางแผนงานกับความคิดด้วยเช่นกัน

พลังความคิดสำคัญมาก หากความคิดสับสน ใจก็สับสน หากความคิดวุ่นวาย ใจก็วุ่นวาย และถ้าหากความคิดวิปริต ใจก็วิปริต ความคิดไม่เป็นระบบระเบียบ ใจก็ไม่เป็นระบบระเบียบ ความคิดไม่เป็นผู้ใหญ่ ใจก็ไม่โตเป็นผู้ไหญ่ หรือคำว่าใจไม่กว้างใจ ใจไม่มีเมตตาอารีย์

เรามาลองดู เมื่อตาของเรามองเห็นอะไร สักอย่าง จิตใจของเราก็อยาก ปราถนา และความคิดก็เริ่มวางแผนทันทีทันใด หรือเมื่อใจปราถนา เพราะสายตากวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องใจ ความคิดก็เริ่มวางแผนที่จะได้มา

หรือ เมื่อหูได้ยิน จิตใจ อารมณ์พาไป ความคิดก็เริ่มหาช่องทาง วิเคราะห์ หรือ เมื่อเราได้กลิ่นอาหาร ขนม อันโอชะ ใจปราถนาจะกิน ความคิดก็วางแผน หาทางที่จะได้ขนมนั้นมากิน

หากจะ หยุด ก็หยุดที่ ตา หู จมูก ปาก ที่จะรับรู้สิ่งรอบกายทั้งหมด แต่เราหยุดไม่ได้ นอกจากไปอยู่นอกโลก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่มีการสื่อสาร เป็นตัวเร้าทุกสถาณการณ์ เราต้องหยุดที่ใจกับความคิด เพราะสองส่วนนี้มันอยู่ภายในเรา เพราะสองส่วนนี้จะทำงาน วางแผนร่วมกัน และเราก็มีอำนาจจะหยุดด้วย หากเรารู้วิธีการ เพื่อผลที่ตามมา คือเราจะสามารถหยุดมันที่จะพาเราไปสู่การชั่วก็ได้ หรือหยุดความคิดที่สับสน วุ่นวาย ขาดสันติสุขในชีวิต

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เรามีความคิดสับสนหาจุดสรุปไม่ได้ เราก็จะเป็นคนที่สื่อสารไม่รู้เรื่อง จัดลำดับสำคัญต่าง ๆในการทำงานไม่ได้ คิดสะเปะสะปะ ในการทำงาน ไม่สามารถทำงานใหญ่ที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ และหากเราอยู่ในขบวนการบำบัด เราก็จะจมดิ่งลงไปในวิถีชีวิตเดิมอีก เพราะปัญหาอยู่ที่เรา คือ ความคิดและจิตใจ ที่ไม่มีระบบและไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังสับสนครับ

อยาก จะยกตัวอย่าง สมมุติว่าทั้งความคิดและจิตใจเป็นคอมพิวเตอร์ และมีไวรัสเข้าไปเยอะ ๆ (ไวรัสคือ สิ่งที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ) และเอกสารภายในคอมพิวเตอร์ของเรา แบ่งไม่เป็นหมวดหมู่ เช่นไฟล์เกี่ยวกับเสียง ภาพ อักษร ผสมปนเปไปหมด ไม่มีการจัดให้เรียบร้อย และไม่มีการแสกนไวรัส ไม่มีการจัดหมวดหมู่เอกสาร) ต่อมาไวรัสก็กัดกินสมองกลของเราและจิตใจ จนเครื่องพัง ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ สมองกลนี้ทำงานได้แต่งานเล็ก ๆ อย่าเพิ่งพูดถึงงานใหญ่ ๆ บางเครื่องจะเปิดเครื่องยังไม่ได้เลย

แต่หากไม่มีไวรัส ความชั่วร้าย มารเข้ามาแทรกแทรงเพราะมีระบบป้องกันอย่างดี และการจัดระบบจิตสำนึกดีชั่วทำงานปกติ โดยมีพระคำพระเจ้าเป็นตัวป้องกัน เจ้าของเครื่องจัดเอกสาร เป็นหมวดหมู่ ระบบสมองกลของความคิดของเราก็จะไม่รวนสับสน ครับ แล้วอะไรคือไวรัสล่ะ ก็ความคิดที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 3:ความเข้าใจก่อนรับการเยียวยา

ความเข้าใจก่อนรับการเยียวยา
ผู้ให้การเยียวยา
ความรักและความเป็นผู้ใหญ่สำคัญมาก ต้องเป็นคนใจเย็นและรับฟัง มีสติปัญญา ถ้อยคำแห่งความรู้จะช่วยได้มาก

อย่ายึดรูปแบบเดียว บางเรื่องอาศัยความรัก การระบาย บางเรื่องเกี่ยวกับยา อย่าปฎิเสธที่จะส่งต่อไปยังแพทย์ผู้ชำนาญ บางเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ บางเรื่องเกี่ยวกับการขาดความรัก หรือปฏิเสธในครอบครัว

หากทำในกลุ่ม หรือคนคุ้นเคย สนิทสนม หรือในคริสตจักร อย่านำเรื่องบาดแผล ปัญหาของผู้รับการบำบัดมาเป็นเรื่องที่ล้อเล่น

ระวังการควบคุมกับคนที่เราช่วยเหลือ ผู้รับการเบียวยา ต้องการกำลังใจและการมีใจห่วงใย มากกว่ารู้สึกว่ากำลังถูกจ้องจับผิด จะทำให้ผู้รับการเยียวยาไม่กล้ามาสารภาพ เล่าความผิดพลาดกับเรา และเราก็จะพลาดโอกาสรับรู้ความคืบหน้าไป ทั้งสองคนควรดำเนินชีวิตแบบธรรมชาติ

หากตัดสินใจจะรับการเยียวยาควรมีเวลา รับการบำบัดต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เหมือนหมอ ผ่าตัดแล้วควรมีการเย็บแผล ทำแผล ให้เรียบร้อย

ผู้รับการเยียวยา
อย่ามุ่งแต่คิดว่าเรามีแผล มีปัญหาดังคนไข้ตลอด จะเป็นแบบนี้ตลอดไป ผู้รับบำบัดควรตั้งใจวางรากฐานใหม่ มีวิถีชีวิตใหม่ตามคำแนะนำจากผู้บำบัด

ยอมรับการดูแลจากใครสักคนต่อเนื่อง เพราะการเยียวยาเหมือนการลอกหัวหอมออกทีละชั้น ๆ หรือการแก้ซ่อมสมุดทีละหน้าๆ หรืออาจรับการดูแลภายในกลุ่ม คนในกลุ่มที่เรารู้สึกปลอดภัยและรับการเตือนได้

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 2:เสรีภาพจากบาดแผล

เสรีภาพจากบาดแผล

ความสดใสสะอาดของชีวิตทั้งสามด้าน สำคัญมาก!

"ให้เราชำระตัวเราให้ปราศจากมลทินทุกอย่างของเนื้อหนังและวิญญาณ" 2โครินธ์ 7:1


ในพระคัมภีร์ไบเบิลสอนชัดเจนว่าคนเราทุกคนเมื่อรู้สึกดีกับตัวเอง หรือความรู้สึกไม่ดี หรือมีอะไรฟ้องผิดในใจ (วิญญาณจิต) ความคิด (หัวใจ) แม้ร่างกายสะอาดย่อมไม่มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพการงานอย่างแน่นอน


ปัจจุบันเราจึงมีสอน อบรมด้านบุคลิคภายนอก แต่สิ่งสำคัญคือความสุขแท้จริงภายในต่างหากที่จะมั่นคงถาวรที่สุด ซึ่งต้องสัมพันธ์กันทั้งภายนอกและภายในต่างหาก


พระเจ้าต้องการให้เราชำระร่างกายสะอาด การดูแลสุขภาพและร่างกายสะอาดส่งผลต่อจิตใจมั่นคง และร่างกายสะอาด ทำสิ่งถูก ทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง


ด้านจิตใจ จะสะอาดเมื่อปราศจากความโลภ โกรธ หลงใหล ใจเข้มแข็ง ไม่โลเล ไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อวิญญาณจิตและใจของเรา ปราถนาแต่พระเจ้า แรงจูงใจเพื่อพระเจ้า เพื่อความดี เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมมีความสุขอย่างเต็มที่


ด้านวิญญาณจิตที่สะอาด ในพระคัมภีร์ไบเบิล 1ธส.5:23 "ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าของเราเสด็จมา"
หมายถึง จิตวิญญาณ หรือจิตใจของเราปราศจากการครอบงำจากราคะ หรืออะลุ่มอล่วยเรื่องผิดต่อศีลธรรม ความดื้อดึง หลงใหล รัก โลภ บางนิสัยที่ครอบงำในจิตใจ และทำจนเป็นนิสัย รับอิทธพลจากเหตุการณ์ในวัยเด็ก ที่เราลืมไปแล้วก็มี


สามส่วนสัมพันธ์ ส่งผลต่อเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เพราะมีหลายคนที่บุคลิคภายนอกดีมากมาย แต่ในจิตใจ จิตวิญญาณ (จิตใจ) ไม่สะอาด ไม่มีสันติสุข และเสรีภาพเลย บางคนภายนอกดี แต่ไม่สามารถเปิดเผยและแสดงชีวิตจริงของตนได้เลย เลยต้องดำเนินชีวิตสองหน้า ปราศจากอิสระภาพจริง ๆ ในการดำเนินชีวิตในโลกนี้

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 1:ทำไมต้องเยียวยารักษา

ทำไมต้องเยียวยารักษา

เราจะทำการปลดปล่อยและการเยียวยาวิธีไหน

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด โดยเฉพาะผู้บำบัดคริสเตียนที่เชื่อในเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำวิธีไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อาการระดับไหนที่ต้องการการเยียวยา

ก่อนจะเข้าสู่การเยียวยาควรมีช่องทางหรือความเข้าใจก่อนว่าเรื่องนั้นมีผลกระทบระดับไหนต่อเรา เช่น พฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เราต่อสู้และไม่เคยชนะเลย หรือเป็นนิสัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตภายในครอบครัว คู่สมรส หรือที่ทำงานมาก

หลังการเยียวยาเป็นการจบสิ้นหรือไม่? ยังครับ ยังมีการรายงานและพบกับผู้ทำการเยียวยา รูปแบบพบส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม Accountability เพื่อให้รู้ว่ามีคนดูแลเอาใจใส่ และมีการสร้างวินัยที่หลายอย่างต้องไปทำ และบางอย่างต้องหลีกเลี่ยง

ทำไมต้องรับ การเยียวยาปลดปล่อย

โดยเฉพาะคริสตชนที่เชื่อในเรื่องความรอด (Salvation) มักเชื่อว่าทุกสิ่งสำเร็จที่ไม้กางเขนแล้ว แต่อย่าลืมว่าหายเรื่องฝ่ายวิญญาญฯ สำเร็จจริงๆ ในนิตินัย แต่ด้านพฤตินัย เราคงรำคาญกับนิสัย หรืออาการที่เราอ่อนแออยู่ ก็คือบางเรื่องที่เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องพึ่งการสารภาพ การบำบัด ปลดปล่อยอย่างเป็นขบวนการ

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ บาดแผลหรือการถูกกระทำในวัยเด็ก การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และสังคมที่เราอยู่ บวกกับความอ่อนแอของเราในเวลานั้นๆ บางคนสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย แต่บางคนไม่สามารถผ่านไปได้ จำเป็นมากที่การให้คำปรึกษา การบำบัดเยียวยาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะอยู่ในระดับไหน แล้วแต่คนๆ ไป

บางคน บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรับการบำบัดจากผู้บำบัด เพราะหลังจากรับความรอด ได้เข้าสู่สังคมใหม่ของกลุ่มคริสตชน และการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การอธิษฐาน ภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล การสามัคคีธรรมในกลุ่มย่อย ความรักเหล่านี้สามาถเยียวยา ชดเชยเขาได้ และการเจริญเติบโตผ่านการอ่านวรรณกรรม การมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เหมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เหมือนการรับน้ำใหม่เข้ามา ขับไล่น้ำเก่า แต่นิสัย บาดแผล บางคนต้องการรับการดูแลจากผู้ทำการบำบัดเป็นระยะๆ