วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 1 อะไรคือบาดแผลที่ต้องจัดการ

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนอะไรคือบาดแผลที่ต้องจัดการ

บาดแผลเกิดขึ้นได้อย่างไร? บาดแผลเกิดขึ้นได้โดยการถูกล่วงละเมิดทางด้านอารมณ์ ความคิด ร่างกาย การสูญเสียสิทธิ์ การถูกล้ำเส้นเกินขอบเขตที่เราควรได้รับ หรือขาดจากมาตรฐานที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ทุกการกระทำจะทำให้เกิดเป็นบาดแผล แต่ถ้าหากเราถูกกระทำบ่อย ๆ ทั้งในตอนเด็กและตอนโต บางเหตุการณ์อาจมีผลต่อเราได้ ในเหตุการณ์เดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งบาดเจ็บ แต่อาจจะไม่มีผลต่ออีกคนก็ได้ เราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามาตฐานอยู่ที่ตรงไหน หรืออยู่กับใคร แต่เรารู้ว่าบาดแผลจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับวัยเด็ก เพราะในวัยเด็กเราไม่มีเหตุและผล ไม่มีกลไกในการป้องกันตัวเอง ระบบการป้องกันตัวเองของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่ากับคนที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าผู้ใหญ่คนนั้นเติบโตขึ้นมาโดยมีพื้นฐานทางโครงสร้างด้านความคิดและอารมณ์ไม่แข็งแกร่งก็ง่ายต่อการมีบาดแผล และเจ็บปวดกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายเช่นกัน

อาการของการมีบาดแผล การมีบาดแผลทำให้เราอดทนต่อบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เหมือนคนอื่น เช่น เป็นคนขี้น้อยใจ เป็นคนคิดมาก หวาดระแวง ไม่แสดงความรัก ไม่กล้าที่จะรัก เป็นคนเข้มงวด เป็นคนที่มีปัญหากับทุกที่ในการทำงาน หรือกับคนในครอบครัว บางคนมีปัญหาเฉพาะกับบางคน เช่น กับคนที่มีสิทธิอำนาจเหนือกว่า บางคนไม่สามารถใช้ศักยภาพบางส่วนออกมาอย่างเต็มที่ มีบุคลิกภาพที่ซับซ้อน ผมจะสรุปง่าย ๆ คือ อยู่ที่ไหนมีปัญหาที่นั่น หรือมีปัญหากับครอบครัวด้วยอาการซ้ำ ๆ และต่อสู้กับตัวเองอยู่บ่อย ๆ โดยไม่รู้สาเหตุ อยากเลิกก็เลิกไม่ได้ง่าย ๆ เหมือนคนอื่น บางเรื่องก็เลิกง่ายเหลือเกิน บางเรื่องอยากจะเลิกก็เหมือนเราไปจุดไฟให้มันมีมากขึ้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเพลงนมัสการ-Dance with me



Dance with me: Paul Wilbur

Dance with me
O lover of my soul
To the song of all songs
Romance me
O lover of my soul
To the song of all songs

Behold You have come
Over the hills
Upon the mountains
To me You have run
My beloved
You've captured my heart
With You I will go
You are my love
You are my fair one
Winter is past
And the springtime has come
Dance with me

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเพลงนมัสการ-Here I am to Worship



Here I am to Worship

Intro: E - B - F#m7 - E - B - A2

E B F#m7
I. Light of the world You stepped down into darkness
E B A2
Opened my eyes let me see
E B F#m7
Beauty that made this heart adore You
E B A2
Hope of a life spent with You

E B/D#
Chorus: Here I am to worship Here I am to bow down
E/G# A
Here I am to say that You're my God
E B/D#
You're altogether lovely Altogether worthy
E/G# A2
Altogether wonderful to me

E B F#m7
II. King of all days Oh so highly exalted
E B A2
Glorious in heaven above
E B F#m7
Humbly You came to the earth You created
E B A2
All for love's sake became poor

B E/G# A
Bridge 1: I'll never know how much it cost
B E/G# A
To see my sin upon that cross

E B C#m A
Bridge 2: Call upon the Name of the Lord and be saved
E/G# Bsus B C#m A
Call upon the Name of the Lord and be saved

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 20 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนความรู้สู้ปัญญาไม่ได้

วินัยใหม่ พลังความคิด
ตอนความรู้สู้ปัญญาไม่ได้

ความคิดของเราก็เหมือนกล่องเปล่า ๆ เล็ก ๆ หากเราเอาทรายใส่ลงไปในกล่อง แล้วเทน้ำลงไปในกล่องทราย น้ำก็จะซึมลงและหายไป หากเราวางรากฐานโดยเอาดินเหนียวใส่ลงไปในกล่อง เวลาเอาน้ำเทลงไปมันก็จะจับตัวเป็นก้อน เอามานวดปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เพราะดินเหนียวจะทำปฎิกริยากับน้ำทำให้แข็งตัวเหมือนกัน หากเราเอากรวดใส่ในกล่องนั้น เวลาเทน้ำลงไปน้ำก็จะแยกกรวดกับน้ำไม่ผสมผสานกันได้ เพราะมันเป็นสะสารคนละชนิดกัน

หากความคิดเราเป็นทรายละเอียดอ่อน หากมีเรื่องราวอะไรที่ดีและไม่ดีมา มันก็ซึมเข้าไปในความคิดหมด เราก็รับไปหมด สุดท้ายก็วุ่นวาย แต่หากเราเอาดินเหนียวใส่ เมื่อเจอน้ำก็เกิดการผสมผสานกันปั้นเป็นรูปทรงอะไรสักอย่างก็ได้ หรือหากเป็นหินก็ต่างก็อยู่กันในกล่องแต่ไม่เกิดประโยชน์ออะไรเลย ต่างก็เป็นขยะที่รกสมองรกความคิดทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เอง เราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีใส่ลงไปในสมอง สิ่งนั้นก็คือความรู้และปัญญา (ดินเหนียว)

ความรู้ต่างกับปัญญาอย่างไร? หลายคนมีความรู้ท่องได้ อ่านแล้วมาหลายตำราหลายเล่ม หลายสัมนา รอบรู้หมด แต่คนมีปัญญาคือ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ ใช้ นำไปปฎิบัติได้อย่างช่ำชอง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้อื่น คนมีความรู้อ้างอิงตำราต่าง ๆ ได้ แต่คนมีปัญญาประยุกต์วิธีการนำไปใช้ได้ ก็คือคนมีความรู้คือความฉลาดอยู่ที่สมอง แต่คนมีปัญญาคือคนมีความเฉลียวมีไหวพริบ อยู่ที่เซนส์และประสบการณ์

แต่ความรู้กับปัญญาต้องไปด้วยกัน บางคนมีปัญญาช่างคิด เก่งเรื่องคิด แต่ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องความรู้ ก็คิดได้ตามปัญญาแคบ ๆ บางคนมีความรู้มากแต่ไม่มีการใช้ปัญญา ก็ได้ใช้ความรู้อย่างแคบ ๆ เหมือนกัน สรุปคือเราจะมีปัญญามากแค่ไหนก็เท่ากับฐานความรู้มากด้วยครับ

เราจำเป็นต้องมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจทางความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องพระเจ้า จริยธรรมจากพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางคำสอนของผู้นำคริสตจักรในวันอาทิตย์ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องที่ง่ายดาย จงแสวงหาเพราะอยู่ที่ใจของเราต่างหากจะหิวกระหายมากน้อยแค่ไหน เพราะในความคิดของเรา จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลความรู้ที่ถูกที่สุด คือ พระคำพระเจ้าครับ

“สภษ18: 15 ใจที่มีความคิดย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้.”

การแสวงหาปัญญาเพื่อความกระจ่าง ความเข้าใจในความรู้ หลายคนมีความรู้แต่ไม่มีปัญญา แล้วเราจะมีปัญญาได้อย่างไร

การมีปัญญาเกิดขึ้นจากการเอาความรู้ขยายความรู้เอาความรู้จากที่มีมาขยายความรู้จากอีกที่ที่รับ หรือจากการได้ฟังพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำปฎิบัติมาก่อน หรือเกิดจากประสบการณ์ของเราเอง ที่ได้พบ สะสมมาก ๆ ยิ่งขึ้น จนเกิดจากความเข้าใจ ดังนั้น เราจะให้ความรู้งอกงามจนเป็นปัญญาได้นั้น มีปัจจัยหลายทางครับ ส่วนสำคัญที่สุดคือการฟัง การได้ทำ และการได้เรียนจากผู้รู้ที่รู้มากกว่า

สภษ 14: 33 ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจแต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่

สภษ18: 2 คนโง่ไม่เพลิดเพลินในความเข้าใจ แต่เพลิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น

เมื่อเรามีฐานข้อมูลทางความคิดแล้ว คือ ความรู้และปัญญา ตอนนี้เมื่อเราคิดอะไร ก็เป็นความคิดที่มาจากปัญญา เราก็จะมีความคิดที่ไร้ความสับสนวุ่นวาย ไร้ไวรัส ไร้ความมืด ความสกปรก และความไม่สงบ เพราะเรารู้ว่าอะไรคือพิษในความคิด อะไรคืออาหาร อะไรคือสิ่งที่ควรคิดเพื่อชัยชนะครับ



หมวดการบำบัด-ตอนที่ 19 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนหัดคิดทีละเรื่อง

วินัยใหม่ พลังความคิด

ตอนหัดคิดทีละเรื่อง

คิด ทีละเรื่องแล้วเอามาผนวกผสมผสานกัน อย่าเพิ่งคิดทีเดียวทุกเรื่องพร้อม ๆ กัน เพราะหากเราไม่มีทักษะในความคิด เราจะมึนงงและสับสนในตัวเราเองในที่สุด เราลองมาดูคนเล่นกระดานหมากรุก หรือหมากฮอร์ส เขาเหล่านั้นแม้เป็นอัจฉริยะ แม้คิดเดินในใจไว้ล่วงหน้าไปแล้วทีละหลายตัว แต่อย่างไรเขาก็ต้องตัดสินใจ คิดที่จะเดินทีละตัว คือตัวที่จำเป็นที่ต้องเดินขณะนั้นเพื่อชัยชนะในที่สุด และครั้งต่อไปเขาต้องเดินตัวไหน อย่างไร ก็ต้องตัดสินใจเดินได้ทีละตัว ในกฎการเล่นผู้เล่นจะต้องเดินทีละตัวครับ แต่ในใจเขาความสามารถเดินล่วงหน้าทีละหลายตัว ตามความสามารถของสติปัญญาของผู้เล่น แต่กฎพิ้นฐานของเรา คือ เดินทีละตัว

ฝ่าย ตรงกันข้าม (มาร ความชั่วร้าย )ไม่ได้เดินหมากตามอารมณ์มั่ว ๆ แต่มันมีแผนงาน วางแผนอย่างเป็นระบบขบวนการ และเราจะเดินระบบความคิดตามอารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่อยากเดินตัวไหนก็เดินตามอารมณ์โดยปราศจากแผนความคิดเป็นขั้นเป็นตอน เป็นเหตุเป็นผล ความชั่วร้าย มาร มีเป้าหมายเดียวคือ ให้เราแพ้แบบลุกไม่ได้ แพ้อย่างราบคาบและไวที่สุด ดังนั้นการเดินด้วยอารมณ์และมั่ว ๆ จึงไม่ใช่วิธีการทางความคิดของเราผู้ต้องการชัยชนะ

มาร มีพรรคพวก ทำเป็นทีมงาน มีวัสดุอุปกรณ์แหล่งอบายมุขครบมือ เราซึ่งต้องการมีชัยชนะเหนือความพ่ายแพ้ จะเอาชนะมันได้ก็ต้องมีทีม คือผู้ที่เชื่อเหมือนเรา เพื่อนผู้ให้กำลังใจ และเคียงข้างยามล้มลง เราต้องคิดเป็นระบบ คิดเอาชนะทีละเรื่อง คิดวีธีที่จะเอาชนะด้วย ไม่ใช่ไหลไปตามน้ำตามอารมณ์ และที่ดีที่สุดที่ปรึกษาที่มีชัยชนะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบกาณร์ เราควรขอคำปรึกษาจากท่านเหล่านั้น อ่านวรรณกรรม ที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่ชนะ

จงจำไว้ ช่วงปีนขึ้นภูเขาจะลำบาก แต่เมื่อถึงปลายยอดเขาแล้ว ท่านจะได้สูดอากาศสดชื่นและมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม

การ เดินขึ้นภูเขามีเคล็ดลับคือก้าวสั้น ๆ ทีละก้าวโดยเฉพาะทางชัน ก็จะปลอดภัยและไปสู่จุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนคิดทีละเรื่อง และหลังจากนั้นเริ่มเอามาผนวกผสมผสานกัน ว่าสิ่งไหนดีที่สุดและเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ครับ แล้วท่านจะได้ไม่สับสน กลัวตัดสินใจคิดผิด

หมวดการบำบัด-ตอนที่ 18 วินัยใหม่ พลังความคิด ตอนจราจรทางความคิด

วินัยใหม่ พลังความคิด

ตอนจราจรทางความคิด


เราลองมาคิดดู จราจรในกทม.โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนตอนเช้า ๆ ช่วงโรงเรียนเปิด ระบบไฟจราจรแทบจะช่วยไม่ได้ เพราะ มีคนขับรถบางคนมักง่าย คิดว่าตัวเขาแต่ละคนมีความจำเป็นต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน เลยทำให้ขับแซง ขับเลยเส้น ขับเร่ง ๆ ไม่สนใจคนอยู่คันหน้า หรือคนที่ตามมา ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่ช่วยได้คือไฟจราจร ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง แต่กระนั้น สำหรับกรุงเทพฯ ก็ยังต้องพึ่งเจ้าหน้าที่จราจร เพราะคนขับบางคนยังไม่เชื่อฟังและเดินตามสัญญาณไฟจราจร แต่หากไม่มีไฟสัญญาณญาณจราจร ตำรวจจราจรคงเหนื่อยกว่านี้ ผมจะเปรียบเทียบระหว่างไฟจราจร ก็คือ ข้อระวังในการคิด ตำรวจจราจรก็คือ คนที่มีอำนาจฝ่ายจิตใจของเรา ที่หลายครั้งเราไม่เดินตามไฟจราจรในความติด ต้องให้จราจรฝ่ายวิญญาณมาจัดการห้ามปรามเรา เพราะบางเรื่องในความคิดของเราต้องเดินหน้า เราต้องหยุด หรือต้องรอไว้ก่อน แต่เราไม่มีกำลังจะทำตาม หรือเราอยากทำตามอารมณ์ ตำรวจจราจรเลยต้องเข้ามาช่วยเรา เพื่อเราจะได้ไม่วุ่นวายครับ เรามาดูหลักการไฟ จราจรด้วยกัน


ไฟแดง ห้ามคิด ความคิดไม่นำไปสู่ความสว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ

ไฟเหลือง อย่าเพิ่งคิดตอนนี้ เก็บไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเลา ยังมีเรื่องเร่งด่วนกว่า

ไฟเขียว คิดได้ คิดทีละเรื่อง เราจะมาพูดในบทต่อไป


นี่เป็นวินัยง่าย ๆ ในการคิด ซึ่งเอามาเป็นหลักประจำใจในการคิด หากท่านไม่มีกำลัง เป็นคนเดินตามอารมณ์ อ่อนแอ พ่ายแพ้ บางเรื่องง่าย ๆ ท่านจำเป็นต้องมีตำรวจจราจรที่พร้อมจะช่วยเหลือท่าน

ในชีวิตท่านควรหาผู้ใหญ่สักคน ที่เตือนสอนท่านได้ หรือผู้ที่มีอำนาจทางจิตใจของท่าน ที่จะหยุดความคิด การกระทำบางอย่าง ที่นำไปสู่การฝ่าไฟแดงได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ควรขอพระเจ้า ประทานให้ท่านสักคนสองคน เป็นเพื่อนการต่อสู้ต่อไป แต่หากหาไม่ได้ ให้อัญเชิญพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยท่านครับ เพราะพระองค์ไม่เคยปฎิเสธใครเลย