วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การฟังเสียงพระเจ้า ตอน 1

การฟังเสียงพระเจ้า ตอนฟังเสียงพระเจ้า ท่านจะไม่เดินผิดเส้นทาง

ก่อนอื่นอยากจะประชาสัมพันธ์เรื่องที่บางท่านอาจยังไม่รู้ คือ เมื่อท่านเข้ามาที่บล็อกผม ท่านจะเห็นมุมหนึ่งมีคำว่า ผู้ติดตาม สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านครับ เพราะหากท่านใช้ Gmail ,Yahoo ท่านสมัครเป็นผู้ติดตาม เมื่อมีการเพิ่มข้อมูลใหม่ทุกครั้ง บทความจะส่งไปยังอีเมล์ของท่านทันที โดยไม่ต้องเข้ามาเช็คว่าจะมีบทความใหม่หรือยัง และผมจะเพิ่มข้อมูลทุก ๆ สัปดาห์แน่นอน ส่วนหน้าตาของบล็อคและเกมส์ หรือลูกเล่นต่าง ๆ นั้นต้องขอบคุณคุณจูน เจ้าหน้าที่ที่ช่วยทำให้มีสีสรรมาโดยตลอด เราจะมาคุยเรื่องการฟังเสียงพระเจ้ากัน เลยขอหยุดเรื่องบำบัดเยียวยาก่อนนะครับ

ผมใช้คำว่าฟังเสียงพระเจ้าท่านจะไม่เดินผิดเส้นทาง เพราะมีบางเรื่องที่พระเจ้าอยากทำแต่ เราไม่อยากทำ เช่น เปาโลอยากประกาศกับคนยิว ตายเพื่อยิว เเต่พระเจ้าใช้ท่านไปประกาศกับคนต่างชาติ จึงให้ชาวมาซิโดเนียมาเข้าฝัน เปาโลให้ท่านไปประกาศกับชาวมาซิโดเนีย (ต่างชาติ) แต่เปรโตรอยากประกาศกับต่างชาติ แต่พระเจ้ากลับให้ท่านไปประกาศกับคนยิว นั่นแหละคือ ที่มาของการฟังเสียง และการเชื่อฟังเสียงของพระเจ้า เพื่อเราจะได้ไม่เสียเวลากับเรื่องบางเรื่องที่ดูเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำให้เราเสียเวลาทั้งชีวิต เราอาจคิดว่าเราไม่ได้ทำเรื่องที่ผิด แต่เราก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ถูก ในสิ่งที่พระเจ้าต้องการกำหนดให้เราทำ

เหมือนจอห์น แม็คเว็ลเคยยกตัวอย่างนักปีนเขา บางคนว่าเขาได้ไปถึงยอดเขาและปักธงเพื่อแสดงชัยชนะที่มาถึงยอดเขาสำเร็จ แต่ปรากฏว่าเป็นภูเขาของคนอื่น ไม่ใช่ลูกที่ตัวเองต้องปีนครับ คงต้องกลับลงมาใหม่และเริ่มต้นใหม่หมดทั้งช้า เสียเวลาเสียกำลัง

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมื่อรับการเยียวยา ชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้-ตอน 3 ห้าเรื่องที่เราไม่สามารถหนีได้ หนึ่ง “หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน”

เมื่อรับการเยียวยา ชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน 3 ห้าเรื่องที่เราไม่สามารถหนีได้ หนึ่ง “หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน”

มีคนกล่าวว่ามีห้าเรื่องเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย เราไม่สามารถกำหนดล่วงหน้า มีแต่แก้ไขไป และการปกป้องตัวเองวันต่อวัน เรื่องแรกคือเมื่อเข้าทำงานเจอเจ้านายไม่ดี หรือเพื่อนร่วมงานไม่ดี เกเร เจ้ายศเจ้าอย่าง บ้าอำนาจ หรือนิสัยบางอย่างที่มีผลต่ออารมณ์ ความคิด หรือนิสัยบางอย่างเร้าอารมณ์ของเราให้อารมณ์ไม่ดี หรือ สร้างความบาดเจ็บในใจ

แต่ทำนองเดียวกันเราก็จะพบนิสัยดี ๆ ในคนเหล่านี้ด้วย หากเรารู้วิธีคิด รู้วิธีจัดการกับสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมที่เราพบ เราก็สามารถอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ได้ เหตุนี้เองวินัยในความคิดจึงสำคัญแก่เรา เพราะชีวิตเริ่มที่ความคิด (ใจ) ที่ทำงานเชื่อมโยงพร้อม ๆ กัน ประสานกัน จะให้ข้อคิดบางมุม เช่น เราต้องแยกระหว่างสไตล์การทำงาน บุคลิกของเขา และจริยธรรม หากเป็นสองเรื่องแรกควรปล่อยวาง คือ สไตล์การทำงานกับบุคลิก แต่หากเป็นเรื่อง จริยธรรมเราควรเดือดร้อนใจที่ได้ทำงานร่วมกับเขาคนนี้ แต่ว่าส่วนใหญ่เนื่องจากบาดแผลที่คนเคยทำกับเรา หรือ ความไม่โตเป็นผู้ใหญ่เรากลับรำคาญหัวเสียกับสไตล์การทำงานและบุคลิกของเขาที่เป็นหัวหน้างาน หรือลูกน้อง เลยทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้นี่เอง เราต้องจัดการบาดแผลที่อยู่ในใจของเรา ในอารมณ์ของเรา ไม่ใช่ไปจัดการคนที่เข้ามีสไตล์และบุคลิกแบบนั้น เพราะมันไม่ใช่ความผิดด้านจริยธรรม และเราแต่ละคนก็มีสไตล์ บุคลิกไม่เหมือนกันตามที่พระเจ้าทรงสร้างไว้

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้-ตอน 2 เราหนีคนในโลกนี้ไม่ได้

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน 2 เราหนีคนในโลกนี้ไม่ได้


ในแง่มุมของผม ผู้ทำงานด้านนี้ใจอยากช่วยคนทั้งโลก แต่จริง ๆ ก็ช่วยได้จำกัด เพราะผู้เขียนเองก็มีเรื่องที่ต้องต่อสู้และปล้ำสู้เอาชนะกิเลส ตัณหา อุปสรรค ผู้เขียนเองก็เจอกับคนที่ถูกเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ คนไม่เป็นผู้ใหญ่ คนที่ใช้คำพูดและการกระทำบางอย่างที่กระทบกระทั่งก็มาก แต่เพราะการรู้จักปกป้องตัวเอง และมีคนที่ดี ๆ เป็นเพื่อนแท้มายาวนาน ที่คอยให้กำลังใจจึงสามารถอยู่ต่อไปได้ โดยสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบน้อยและจะน้อยลงไปอีก เพราะเราจะทำลายตัวเร้า (บาดแผล) และสร้างระบบความคิด (วินัยใหม่) การป้องกันตัวเอง จากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เพื่อเราจะสามารถอยู่กับคนที่ไม่น่ารักได้ และพวกเขาจะทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยครับ

กระบวนการรักษาด้วยการบำบัดเยียวยา มีไว้แก้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ต้องตายจะไม่ตาย คนที่ป่วยจะหายป่วยทันที คนมีบาดแผลก็จะหายทันทีในครั้งเดียวที่ทำ หรือหากมีการทำพันธกิจนี้แล้ว คนที่เรารักหรือคนรอบข้างของเราจะไม่ป่วยหรือพบอุปสรรคใด ๆ อีกเลย เมื่อรับทำพันธกิจนี้แล้วทุกอย่างจะเป็นตามใจสั่งหรือครับ

สิ่งที่ต้องเผชิญเราก็ต้องเจอต่อไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือหัวใจ ความคิด ท่าทีต่อปัญหา อุปสรรคของเราเปลี่ยนไปแล้ว เพราะการเยียวยามักคู่กันไปกับการมีวินัยในการคิดใหม่ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนคือความเข้าใจใหม่ และ วิธีการใหม่ต่อการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นต่างหาก

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้-ตอน 1 ความจริงคือความจริง

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน 1 ความจริงคือความจริง


การบำบัดเยียวยาจากบาดแผล คือ การท้าทายให้ผู้มีชีวิตอยู่ยอมรับว่าตนเองมีบาดแผลที่น่ารำคาญ และฮึดจะต่อสู้กับมัน เพื่อไม่ให้นิสัยที่ไม่ดีรบกวน น่ารำคาญ ส่งผลต่อบุคลิก และความคิดที่ผิดหรือบางคนอาจใช้คำว่านิสัยที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ของเรา ไปรบกวนผู้อื่นและสร้างปัญหาแก่คนรอบข้าง ทำให้เราต้องสูญเสียบุคลิกภาพและ มิตรภาพกับคนดี ๆ ที่เข้ามาในชีวิตหรือการงานที่ดี โดยเฉพาะนิสัยที่มีความคิดที่แคบ เห็นแก่ตัว ขี้กลัว คิดไปเอง พูดหรือคิดเกินความจริง หรือหนักถึงขั้นไม่สามารถยอมรับชีวิตที่ควรจะเป็นจริงได้ ทั้งที่รับคำสอน อบรมสัมมนามามาก ดังคำที่เรามักได้ยินว่า “เรียนไปก็เท่านั้นไม่เห็นชีวิตเปลี่ยนเลย”

ทำไมละ ก็เพราะอุปสรรค ค่านิยมทางความคิด ความหนาแน่นของความผิดปกติของจิตใจ หรือที่กลุ่มทำพันธกิจนี้เรียกว่าบาดแผลครับ อีกทางหนึ่งคือ คน ๆ นั้น คิดแต่ในมุมของตัวเอง ไม่ได้คิดถึงความเป็นจริง มีชีวิตในจินตนาการ เพราะไม่อยากยอมรับความจริงและความเจ็บปวดต่าง ๆ ได้

คนที่รับการเยียวยาแบบนี้จะต้องตัดสินใจเลือกชีวิตใหม่ เขาต้องตั้งใจที่จะปล้ำสู้ อดทน เพียรพยายามที่จะเลือกต่อสู้วันต่อวัน เพื่อเสรีภาพที่ดีกว่า เพื่อจะทำให้เขา มีชัยชนะในการดำเนินชีวิตท่ามกลางคนรอบข้างได้แม้มีปัญหาและอุปสรรค เมื่อถึงเวลาจำเป็นที่ต้องตายเพราะอายุขัย หรือโรคที่กินร่างกายถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องยอมรับตามความจริงได้

แต่เราจะไม่เอาศาสตร์การบำบัดเยียวยามาเป็นเหตุผลในการอธิษฐาน เยียวยาให้คนที่ใกล้จะตายได้มีชีวิตอยู่ทั้งที่ถึงเวลาตายได้แล้ว บางคนไม่เข้าใจมักถามว่าทำไมการเยียวยาไม่ทำให้เขามีชีวิตต่อไป ทำไมพระเจ้าจึงไม่ให้เขามีชีวิตอยู่ (อันนี้เป็นปัญหาของคนพูดเพราะเขามีความเข้าใจผิดมาก ๆ ในเรื่องการเยียวยา จากนั้นก็มาโทษปัจจัยรอบข้าง และขบวนการเยียวยา เพราะเขากำลังจะให้ศาสตร์นี้เป็นเรื่องเกินจะเป็นจริง ทำให้คนไม่ต้องตาย คนป่วยเพราะอายุขัยที่ต้องตายก็จะไม่ป่วย ไม่ตาย หรืออาจรับคำสอนมาว่าเมื่อเป็นคริสเตียนแล้วหรือเมื่อรับการเยียวยาแล้วจะไม่มีอุปสรรคปัญหา)

สิ่งที่ผู้กล่าวพูดเช่นนี้ควรจะหันไปตระหนักและเข้าใจใหม่ว่าการเยียวยาเป็นการปกป้องและป้องกัน อารมณ์ ความรู้สึกของเรามากกว่าเมื่อผู้ป่วยต้องจากไปตามอายุขัย เราควรตระหนักว่าเขาจะทำใจอย่างไร เพื่อไม่ให้ความผูกพันกับผู้ที่จากไปทำให้เขาคิดถึงจนหมดอาลัยตายอยาก หรือเขาจะเยียวยาตนเองอย่างไร เมื่อผู้ที่จากไปอาจเคยทำผิดกับเขา ทำให้เขาโกรธ แล้วเขาจะให้อภัยผู้ที่จากไปอย่างไร หากผู้ที่จากไปทำสิ่งที่ผูกพันที่เขาต้องรับผิดชอบต่อไปครับ

ทำไมคิดเช่นนี้เพราะคนป่วย ให้เขาจากไปตามวาระอายุขัยดีกว่าให้เขาอยู่อย่างทรมาน และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต่อไป สรุปคือการบำบัดเยียวยาใช้สำหรับคนมีกำลังมีชีวิต และเลือกจะมีชีวิตที่ดีกว่า หรือคนใกล้จะตาย ทำอย่างไรที่เขาจะไม่ตายขณะมีความโกรธ ขมขื่น อาฆาต เจ็บปวด ขณะกำลังจะตายมากกว่า แต่ไม่ใช่เขาจะไม่ป่วยไม่ตายตามเวลา เพราะเรายังต้องยอมรับความจริงของชีวิตเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Happy X'mas

Happy Birth Day Jesus



Little friends singing


White christmas

การอธิษฐาน บำบัด เยียวยา ปลดปล่อย ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ - ตอนที่ 10 รู้จักใช้สิทธิ การระบายความในใจ

การอธิษฐาน เยียวยา ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ
ตอน 10 รู้จักใช้สิทธิ การระบายความในใจ


คนไทยต่างกับชาติตะวันตก เมื่อเกิดการคิดขัดแย้งหรือถูกล้ำเส้น นิสัยคนเอเซียจะเก็บความรู้สึกนั้นไว้ ไม่ยอมพูด หรือเมื่อใจปฎิเสธ ส่วนใหญ่จะเงียบ แต่เราจะขุ่นใจในตัวเอง เช่นเมื่อมีคนล้ำเส้น หรือพูดกับเราผิด ๆ เราก็ไม่พูดไม่บอก ไม่ใช้สิทธิบอกว่าเขาคิดหรือพูดถึงเราผิด เข้าใจเราผิด แต่เรากลับเงียบเก็บความอึดอัดนั้นไว้ และหลายครั้งเราไประบายๆๆๆ กับคนที่รู้สึกสนิทด้วย ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวรุนแรงแบบไม่รู้ตัว แต่ว่ามันผิดคนครับ คน ๆ นั้นอาจเป็นภรรยา ลูก เพื่อน คนรักเรา แต่คนที่ละเมิดเรา ที่ควรรับรู้ เขากลับไม่ได้รับรู้เลย

ทั้งที่จริงควรใช้สิทธิตอนนั้นบอกอีกฝ่ายว่าเราไม่เห็นด้วย หรือผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันล้ำเส้นนะครับ หรือกล้าพูดว่าคุณพูดรุนแรงเกินไปนะครับ แต่หากเราไม่สามรถทำได้ เราก็ควรหาใครที่สนิทสนมระบายบ้างด้วยความรู้สึกของเราออกมาดีกว่าเหมือนลูกโป่งที่เราถูกลมอัดรอมันแตก เพื่อมันจะไม่ไปเป็นรากขมขื่น ตามมายิ่งแย่กว่าเดิม

หลายครั้ง เราพยายามลืมสิ่งที่เจอ เพราะมีคนแย่งสิทธิของเราหรือปิดกั้นสิทธิของเรา ยามว่างหรือบางเวลาสิ่งที่มักจะแวบเข้ามาในใจของเรา คือ อารมณ์โกรธ จากนั้นที่อารมณ์นี้ก็จะรบกวน ความคิดจิตใจของเรา ผมอยากให้เราเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า โกรธ รัก เกลียด กลัว อึดอัด ล้วนเป็นอารมณ์ทั้งสิ้นครับ มันแย่งพื้นที่ความสงบ ความสุข และล้ำเส้นในสิทธิของเรา เราก็จะเริ่มคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่หนัก ๆ หรือเรื่องเล็กน้อย แต่มันรบกวนมาก ๆ กลายเป็นความแค้น คิดทำอะไรบางอย่างออกมารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวต่อคนใกล้ชิดเรา

บางคนที่ล้ำเส้นในสิทธิของเรา หากเขามีหน้าที่การงาน หรือตำแหน่งที่สูงกว่าเรา ที่เราแตะต้องใช้สิทธิไม่ได้ในการบอก พูด เราก็จะทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การนอนไม่หลับ คิดมาก ทานไม่ลง เพราะผะอืดผะอม หรือเราจะเอาอารมณ์นั้นไปลงกับคนที่อ่อนแอกว่าเรา และเขาผู้นั้นก็รับอารมณ์หรือลมในลูกโป่งที่อัดเต็มที่ หรือในความไม่สมบูรณ์ของเรา เราระบายไปอีกทอดหนึ่งสู่ลูกน้องหรือคนที่อ่อนแอกว่า แต่วันนี้ผมอยากให้ท่านหาคนสักคนที่เขาสามารถฟังท่านได้ ระบายความในใจของท่านได้ สักคนสองคน ที่เขาหวังดีและรักท่านจริง ๆ ครับ แต่หากท่านไม่มี ก็โดยพระเจ้าแหละครับ องค์สากลโลกคือ พระเยซูคริสต์ ขอให้ท่านระบายแก่พระองค์ ผู้ทรงมารับความทุกข์ยากลำบากใจของคนทั้งโลก

สำหรับคริสเตียนคงเคยได้อ่านบทเพลงของกษัตริย์ดาวิด พระธรรมสดุดีครับ ท่านได้ถูกไล่ล่า ถูกด่า ถูกลูกทรยศ ทหารเอกทำตามใจเขาเอง ดาวิดผู้เป็นผู้นำ สิ่งที่ท่านต้องทำอย่างแรก คือ ระบายความในใจต่อพระเจ้าส่วนตัว ดีกว่าไปลงอารมณ์กับผู้อื่น พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรัก ความเข้าใจ คุณจะพูด บ่น ระบายอะไรก็ได้ เพราะพระองค์ทรงสัพพัญญู รู้ทุกอย่าง สถิตเหนือ กาลเวลาของมนุษย์ สถิตทุกที่ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คุณเผชิญ พระองค์เข้าใจและรอคอยที่คุณจะเข้ามาหาพระองค์ เพื่อร้องขอความช่วยเหลือ ฮบ4: 16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ

กษัตริย์ทรงเป็นผู้หนึ่งที่ถูกใส่ร้ายไล่ล่าและเต็มไปด้วยอันตรายในชีวิต ศัสตรูหมายปองพูดถากถาง ต่อว่าท่าน แต่ท่านบันทึกในพระธรรมสดุดี (สดุดี 42:4-5,8 เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้า ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้ากลางวันพระเจ้าทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้า เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า)

การอธิษฐาน บำบัด เยียวยา ปลดปล่อย ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ - ตอนที่ 9 เลือกการกลับใจ

การอธิษฐาน บำบัด เยียวยา ปลดปล่อย ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ
ตอน 9 เลือกการกลับใจ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการบำบัดเยียวยามีหลายสาขาหลายวิธีมาก ผมแนะแนวทางในทางคริสเตียนเพราะ แนวทางคริสเตียนมีความรอดจากบาป เพราะบาดแผล, คำแช่งสาปมาจากผลบาปด้วย และกระบวนการไม่ยาก เพราะมีฤทธิอำนาจและความรักจากพระเจ้าเข้ามาช่วย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดู ขาดความอบอุ่น ขาดความรัก ส่งผลให้ระบบความคิด การตั้งโปรแกรมในใจตั้งแต่วัยเด็กหรือขณะเป็นผู้ไหญ่เกิดขึ้น เพราะการพัฒนาเกราะป้องกันการบาดเจ็บจนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดีส่งผลเสียก็มี

เรืองที่ต้องทำก่อน คือการตั้งใจอยากจะหายหรือการกลับใจใหม่จากอาการเหล่านี้ และอยากมีชีวิตที่มีเสรีภาพอิสระจากบาดแผลที่ผูกมัดตลอดและติดตามเรามาตั้งแต่เด็ก บางเรื่องครอบงำในจิตใจ หรือ คำแช่งสาปที่เกิดจากเราได้ทำไว้โดยไม่ได้จัดการกับมัน ทำให้พระพรหรือมรดกฝ่ายวิญญาณไม่ไหลมาเต็ม (คนไม่เป็นคริสเตียนอาจใช้คำว่ากรรมเวร หรือกรรมเก่าที่ได้ทำไว้ชาติปางก่อน หรือชาตินี้ตอนมีชีวิตอยู่) นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ คือ กลับใจครั้งแล้วครั้งเล่า อย่าท้อที่จะเลือกวิถีชีวิตใหม่


ทำไมเราต้องเกลียดชังมัน เพราะมันทำให้เราไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพ หรือมีเสรีภาพ สันติสุข หรือสร้างบุคลิคที่ดีให้แก่เราในการทำงานและดำเนินร่วมกับผู้อื่น

การกลับใจใหม่เป็นพระสัญญาของพระคัมภีร์ไบเบิล และจะมีพระพรตามมา คือ เราจะได้รับการพักผ่อน การฟื้นใจ เรี่ยวแรงใหม่ กำลังใจใหม่ในการต่อสูต่อไปครับ (กจ) และพระเจ้าจะทรงโปรดยกโทษอภัยให้แก่เรา เพราะเราเลือกชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้นอย่าจมปลักกับขี้โคลนในอดีต จงสลัดมันออกและลุกขึ้นมา ชำระล้างใจใหม่ เริ่มอนาคตที่อยู่ในมือเราวันนี้ดีกว่าครับ

กจ3: 19 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า