แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิญญาณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิญญาณ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หมวดการอธิษฐานเยียวยาด้วยตัวเอง - ตอนที่ 4 จิตวิญญาญหลับไหลที่

การอธิษฐานเยียวยาด้วยตัวเอง ตอนจิตวิญญาณหรือจิตสำนึก 9 ด้าน ที่หลับไหล

ในความเชื่อและประสบการณ์ในการทำพันธกิจเยียวยาปลดปล่อยของ John Sandford ได้สรุปปัญหาของคนที่เป็น Slumbering Spirit (วิญญาณที่หลับไหล) ของคริสเตียน 9 ด้านที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่ขาดการกระตุ้นหรือการสัมผัสในการเลี้ยงดู บางข้อก็ยากจะพูดให้ผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียนให้เข้าใจ เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นคริสเตียนจะเข้าใจศัพท์เหล่านี้ ผมจึงขออธิบายบางข้อเป็นกลาง ๆ สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียน โดยใช้คำอีกคำหนึ่งว่า จิตสำนึกที่หลับนะครับ

จิตสำนึกที่หลับ 9 ด้าน คือ
1. บางคนหลับในเรื่องการสัมผัสการสถิตของพระเจ้า บางคนสัมผัสทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ซาบซึ้งเมื่อกล่าวถึงเรื่องศาสนา เขาจะขนลุกเลยเมื่อได้ฟังเพลงเกี่ยวกับพระเกี่ยวกับเจ้า

2. ด้านการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มีความรู้สึกเบื่อหน่าย ทำเป็นหน้าที่ ไม่สดชื่น บางคนง่วงนอนทุกทีเมื่ออ่านพระวจนะพระเจ้า

3. ด้านการสำแดงทางใดทางหนึ่ง เพราะชีวิตกับจิตวิญญาณเป็นเรื่องของการสำแดงครับ พระเจ้าทรงเปิดเผยคุยกับเราตลอดเวลา

4. เรื่องการเชื่อมโยงในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เคยได้ยินคนตำหนิไหมว่า “จำไม่ได้เลยเหรอว่าเมื่อก่อน….”

5. ด้านการสื่อสาร หลายคนสื่อสารไม่รู้เรื่องผิดพลาดหรือสับสนตลอด

6. เรื่องเพศในชีวิตสมรส ให้เรื่องเพศเป็นหน้าที่เท่านั้นแต่กลับไม่รื่นรมย์กับความรักและเพศในชีวิตครอบครัว

7. เรื่องแรงบันดาลใจ เคยเห็นไหมครับว่าบางคนดูภาพยนต์ อ่านวรรณกรรม หรือดูภาพศิลป์ เขากลับบอกว่าไม่เห็นได้อะไรเลยจากการดูนั้น ๆ

8. บางคนก็เป็นเรื่องสุขภาพ เพราะบางคนเจ็บปวดต่อเนื่องและหายช้า หายยาก หายแล้วก็เจ็บป่วยต่อ หรืออาจใช้ชื่อว่าโรคสั่งได้ เพราะมาจากปัญหาจิตใจครับ

9. เรื่องของจริยธรรมที่บางคนอ่อนแอมาก

ที่ควรเข้าใจอาการทั้ง 9 อย่างอาจเกิดขึ้นกับคนที่รักพระเจ้าและร้อนรน (ร้อนใจ) ในการรับใช้พระองค์ แต่อ่อนแอเรื่องเหล่านี้ก็มีครับ จึงเป็นเรื่องปกติที่เราต้องรับการเยียวยา ปลุกจิตวิญญาณที่หลับไหล และมีวินัยที่จะเลือกชีวิตใหม่ในการดำเนินชีวิต บทต่อไปจะกล่าววิธีการปลุกจิตวิญญาณหรือจิตสำนึกครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 2:เสรีภาพจากบาดแผล

เสรีภาพจากบาดแผล

ความสดใสสะอาดของชีวิตทั้งสามด้าน สำคัญมาก!

"ให้เราชำระตัวเราให้ปราศจากมลทินทุกอย่างของเนื้อหนังและวิญญาณ" 2โครินธ์ 7:1


ในพระคัมภีร์ไบเบิลสอนชัดเจนว่าคนเราทุกคนเมื่อรู้สึกดีกับตัวเอง หรือความรู้สกไม่ดี หรือมีอะไรฟ้องผิดในใจ (วิญญาณจิต) ความคิด (หัวใจ) แม้ร่างกายสะอาดย่อมไม่มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพการงานอย่างแน่นอน


ปัจจุบันเราจึงมีสอน อบรมด้านบุคลิคภายนอก แต่สิ่งสำคัญคือความสุขแท้จริงภายในต่างหากที่จะมั่นคงถาวรที่สุด ซึ่งต้องสัมพันธ์กันทั้งภายนอกและภายในต่างหาก


พระเจ้าต้องการให้เราชำระร่างกายสะอาด การดูแลสุขภาพและร่างกายสะอาดส่งผลต่อจิตใจมั่นคง และร่างกายสะอาด ทำสิ่งถูก ทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง


ด้านจิตใจ จะสะอาดเมื่อปราศจากความโลภ โกรธ หลงใหล ใจเข้มแข็ง ไม่โลเล ไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อวิญญาณจิตและใจของเรา ปราถนาแต่พระเจ้า แรงจูงใจเพื่อพระเจ้า เพื่อความดี เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมมีความสุขอย่างเต็มที่


ด้านวิญญาณจิตที่สะอาด ในพระคัมภีร์ไบเบิล 1ธส.5:23 "ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าของเราเสด็จมา"
หมายถึง จิตวิญญาณ หรือจิตใจของเราปราศจากการครอบงำจากราคะ หรืออะลุ่มอล่วยเรื่องผิดต่อศีลธรรม ความดื้อดึง หลงใหล รัก โลภ บางนิสัยที่ครอบงำในจิตใจ และทำจนเป็นนิสัย รับอิทธพลจากเหตุการณ์ในวัยเด็ก ที่เราลืมไปแล้วก็มี


สามส่วนสัมพันธ์ ส่งผลต่อเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เพราะมีหลายคนที่บุคลิคภายนอกดีมากมาย แต่ในจิตใจ จิตวิญญาณ (จิตใจ) ไม่สะอาด ไม่มีสันติสุข และเสรีภาพเลย บางคนภายนอกดี แต่ไม่สามารถเปิดเผยและแสดงชีวิตจริงของตนได้เลย เลยต้องดำเนินชีวิตสองหน้า ปราศจากอิสระภาพจริง ๆ ในการดำเนินชีวิตในโลกนี้

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 1:ทำไมต้องเยียวยารักษา

ทำไมต้องเยียวยารักษา

เราจะทำการปลดปล่อยและการเยียวยาวิธีไหน

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด โดยเฉพาะผู้บำบัดคริสเตียนที่เชื่อในเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำวิธีไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อาการระดับไหนที่ต้องการการเยียวยา

ก่อนจะเข้าสู่การเยียวยาควรมีช่องทางหรือความเข้าใจก่อนว่าเรื่องนั้นมีผลกระทบระดับไหนต่อเรา เช่น พฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เราต่อสู้และไม่เคยชนะเลย หรือเป็นนิสัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตภายในครอบครัว คู่สมรส หรือที่ทำงานมาก

หลังการเยียวยาเป็นการจบสิ้นหรือไม่? ยังครับ ยังมีการรายงานและพบกับผู้ทำการเยียวยา รูปแบบพบส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม Accountability เพื่อให้รู้ว่ามีคนดูแลเอาใจใส่ และมีการสร้างวินัยที่หลายอย่างต้องไปทำ และบางอย่างต้องหลีกเลี่ยง

ทำไมต้องรับ การเยียวยาปลดปล่อย

โดยเฉพาะคริสตชนที่เชื่อในเรื่องความรอด (Salvation) มักเชื่อว่าทุกสิ่งสำเร็จที่ไม้กางเขนแล้ว แต่อย่าลืมว่าหายเรื่องฝ่ายวิญญาญฯ สำเร็จจริงๆ ในนิตินัย แต่ด้านพฤตินัย เราคงรำคาญกับนิสัย หรืออาการที่เราอ่อนแออยู่ ก็คือบางเรื่องที่เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องพึ่งการสารภาพ การบำบัด ปลดปล่อยอย่างเป็นขบวนการ

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ บาดแผลหรือการถูกกระทำในวัยเด็ก การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และสังคมที่เราอยู่ บวกกับความอ่อนแอของเราในเวลานั้นๆ บางคนสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย แต่บางคนไม่สามารถผ่านไปได้ จำเป็นมากที่การให้คำปรึกษา การบำบัดเยียวยาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะอยู่ในระดับไหน แล้วแต่คนๆ ไป

บางคน บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรับการบำบัดจากผู้บำบัด เพราะหลังจากรับความรอด ได้เข้าสู่สังคมใหม่ของกลุ่มคริสตชน และการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การอธิษฐาน ภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล การสามัคคีธรรมในกลุ่มย่อย ความรักเหล่านี้สามาถเยียวยา ชดเชยเขาได้ และการเจริญเติบโตผ่านการอ่านวรรณกรรม การมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เหมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เหมือนการรับน้ำใหม่เข้ามา ขับไล่น้ำเก่า แต่นิสัย บาดแผล บางคนต้องการรับการดูแลจากผู้ทำการบำบัดเป็นระยะๆ