แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลดปล่อย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลดปล่อย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 9 อะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาต้องการ

อะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาต้องการรับการบำบัดปลดปล่อย?

ง่าย ๆ สองข้อครับ ข้อแรก เขาเองเบื่อหน่ายปล้ำสู้กับนิสัยพฤติกรรมนั้นและอยากเปลี่ยน ลองถามสามี/ภรรยา คนในครอบครัว หรือผู้นำ ผู้ดูแล ที่บอกเราได้อย่างชัดเจนว่าเรามีนิสัยบางอย่างที่สร้างปัญหาในการดำเนินชีวิต ในการทำงานหรือไม่ เช่น นิสัยขี้บ่น ใจแข็งกระด้าง ควบคุมผู้อื่น หรือเป็นผู้สร้างแรงกดดันให้กับคนรอบข้าง

แต่ละคณะนิกายมีวิธีการบำบัดที่แตกต่างกัน และมีสำนักงานพันธกิจที่แน่นอนชัดเจน เช่น การช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจที่มีชื่อเสียง ได้แก่ มูลนิธิของประวีณา หงส์สกุล หรือวัดที่ช่วยคนติดยาเสพติด หรือโรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิต ในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าเราหรือท่านเป็นโรคจิตนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่ามีหน่วยงานบำบัดมากมาย อาชีพนี้ในอเมริกาทำให้หมอร่ำรวยไปตาม ๆ กัน เพราะคนทั่วไปยอมจ่ายเงินเป็นรายชั่วโมง เพื่อที่จะระบายความรู้สึกให้กับผู้ให้คำปรึกษาหรือให้แก่นักจิตวิทยา ผมกำลังพูดในบริบทคริสตจักร ถ้าหากว่ามีสมาชิกหรือทีมผู้นำของเราที่เป็นแบบนี้ เราจะช่วยเขาได้อย่างไรล่ะ ลงวินัยพวกเขา หรือห้ามพวกเขา เขาก็จะแอบ ๆ ซ่อน ๆ มีชีวิตสองมุม หรือเราจะช่วยเขาด้วยความรักและแสดงความรักต่อเขาจะดีกว่าไหม เพราะพระเจ้าทรงสอนเราใน กาลาเทีย 6:1-5 ว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณจงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเองเกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์ เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไร ๆ ที่จะอวดได้ในตัว ไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง”

เราจึงต้องสำแดงความรักและพระเมตตาจากพระเจ้าช่วยคนที่อ่อนแอกว่า หรือเราจะปล่อยคนตกน้ำทั้งที่ไม่มีกำลัง ปล่อยให้เขาจมดิ่งในบาดแผล หรือถูกครอบงำจนสุดท้ายเขาหลุดไปจากทางชอบธรรมครับ

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 7 ความแตกต่างระหว่างการเยียวยากับ

ความแตกต่างระหว่างการเยียวยากับการปลดปล่อย

การเยียวยา คือ การรักษา สภาพจิตใจและจิตวิญญาณที่ชอกช้ำ ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางอารมณ์ จิตใจ หรือร่างกาย และเนื่องจากการชอกช้ำและความบาดเจ็บที่ได้รับนั้น ทำให้หลายต่อหลายคนที่มีศักยภาพสูงแต่เขาไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาได้ เนื่องจากความเจ็บช้ำและความชอกช้ำของบาดแผลในจิตใจ

ทำไมเราต้องสนใจกับการเยียวยา? เพราะบาดแผลนั้น ๆ มีผลต่อการประพฤติในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน บางคนดำเนินชีวิตในความละอาย หรือต่อสู้กับตัวเอง เกลียดตัวเอง เพราะดูภาพตัวเองไม่น่ารัก ซึ่งเกิดจากผลของการกระทำของคนที่มีอิทธิพลต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่การกระทำบางเรื่องก็ไม่มีผลต่อคน ๆ นั้น แต่สำหรับบางเรื่องก็มีผล เรื่องนี้เราสรุปคิดแทนหรือตั้งทฤษฎีขึ้นมาไม่ได้นะครับ สิ่งที่เรารู้มานั่นคือว่าบางคนไม่สามารถต้านทานต่อบาดแผลนั้น และบาดแผลนั้นได้ส่งผลออกมาทางความประพฤติ อารมณ์ และอาจส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้าง โดยที่เขาก็รู้ตัวและอยากหายจากอาการเหล่านี้

มีหลายคนถูกล่วงละเมิดทางอารมณ์และจิตใจอยู่เป็นประจำ เลยสร้างพฤติกรรมที่ปกป้องตัวเองขึ้นมา ถูกบ้างผิดบ้าง ส่วนนี้อยู่ที่แต่ละบุคคล เพราะหากบางคนมาจากครอบครัวหรือมีภูมิคุ้มกันเข้มแข็ง สามารถอดทนต่อบาดแผลเหล่านี้ได้ก็ไม่มีผลต่อเขา แม้อาจมีบ้างก็มีน้อยมากเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ถ้าหากบางคนมาจากสภาพครอบครัวที่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันแก่เขา ศักยภาพหรือเสรีภาพในตัวเขาก็จะถูกบาดแผลทำลายไปในแต่ละวัน จนต่อมาเขาจะกลายเป็นคนที่ไร้ศักยภาพ

ถ้าเราจะคิดแบบมนุษย์ ก็คือ แต่ละคนมีความเข้มแข็งไม่เท่ากัน งานของเราก็คือช่วยคนที่ไม่เข้มแข็งให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือให้เขาเรียนรู้วิธีเยียวยา เพื่อต่อไปเขาจะสามารถไปช่วยลูก หลาน หรือเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเขาได้ครับ

เราไม่ต้องรับการเยียวยาจริงหรือ – หลายคนคิดว่าทำไมเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วต้องรับการเยียวยา เพราะเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงจัดการชำระและนำความผิดบาปของเราไปที่กางเขนแล้ว แต่เราอย่าลืมว่าขณะที่เราดำเนินชีวิตไปในแต่ละวันนั้น เราต้องเจริญสู่ความเชื่อ เราต้องผ่านมรสุม เหมือนต้นไม้ที่เติบโตต้องโดนฝน โดนความร้อน โดนความหนาว โดนคนเดินเหยียบย่ำ โดนชนบ้าง เราจึงจำเป็นต้องจัดการด้วยการมีชีวิตใหม่ นิสัยใหม่ ค่านิยมใหม่ และรับสิ่งเหล่านี้จากพระวจนะพระเจ้า และรับการช่วยเหลือจากพระองค์ แต่บางคนไม่ได้เข้มแข็งแบบนั้น หรือมีตัวเร้าให้บาดเจ็บผ่านสถานการณ์ ผ่านคนรอบข้าง เขาอยากเป็นคนดี อยากมีใจบริสุทธิ์ อยากมีชัยชนะต่อเหตุการณ์เหล่านี้ สิ่งเดียวครับที่ช่วยได้ พันธกิจการเยียวยาก็เพื่อช่วยและสอนให้เขาปกป้องตัวเองได้

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 6 ยังมีคนที่ต้องการแสดงความรัก

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนยังมีคนที่ต้องการแสดงความรัก

ในคริสตักรของมาร์ก แซนฟอร์ด มีเด็ก ๆ หนุ่มสาวมากมายที่ไม่ได้รับความรักและการดูแลจากพ่อแม่อย่างเต็มที่ เด็กเหล่านี้หิวโหยมากครับ แต่ข่าวดีก็คือมีครอบครัวตายายสองคนในคริสตจักรของมาร์ก ท่านสองคนอยู่กันตามลำพัง ก็เหงาตามประสาตายายก็เลยเปิดบ้านให้เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ไปทำอาหาร ไปเล่นที่บ้าน ท่านก็ให้ความรักแก่เด็ก ๆ เหล่านี้ เด็กก็ให้ความรักแก่ท่าน เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สำคัญว่ายังมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ชดเชยความรักในคริสตจักร ซึ่งท่านเหล่านี้อาจจะไม่เก่งในเรื่องทักษะ หรือการบริหารใด ๆ เลยครับ

การทำพันธกิจ การเยียวยา องค์ประกอบสำคัญคือ ความเชื่อร่วมกันทั้งหมดและสร้างบรรยากาศขึ้นมาให้คนที่มาคริสตจักรดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติและไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด หรือไม่กลัวที่จะเล่าเมื่อตนล้มลง เพราะเขารู้ว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพร้อมที่จะอุ้มชูเขา พร้อมที่จะช่วยหนุนกำลังเป็นกำลังใจให้ ส่วนศิษยาภิบาลก็เป็นเหมือนคุณพ่อและผู้อาวุโส พี่น้องในคริสตจักรเหมือนพี่คนโตและพี่คนรองลงมา มีผู้ที่มีอำนาจในจิตวิญญาณสูงสุดคือพระเจ้า ดังนั้น จะทำอะไรก็คำนึงถึงและยำเกรงพระเจ้า พี่น้องเหล่านี้รู้ว่าเมื่อมาคริสตจักรแล้ว เขาจะได้รับกำลังใจใหม่และกลับไปสู้ได้อีกครับ

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 5 สถานที่ที่เขาจะรับการฟูมฟัก

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนสถานที่ที่เขาจะรับการฟูมฟัก

ตัวอย่าง หญิงสาวท้องโดยเด็กไม่มีพ่อ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สถานที่ สังคมที่อยู่ หลายหน่วยงาน หรือ คริสตจักร ไม่มีบรรยากาศของการให้ ความรัก การดูแล และความเป็นธรรมชาติของครอบครัว จุดนี้สำคัญมาก ผมอยากจะเล่าเรื่องคริสตจักรของมาร์ก แซนฟอร์ด ซึ่งเป็นลูกชายของจอห์น แซนฟอร์ด ผู้เขียนและก่อตั้งศูนย์บำบัดเยียวยา

เรื่องมีอยู่ว่าหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของมาร์กรักกับผู้ชายที่ไม่เป็นคริสเตียน ต่อมาก็ท้อง ฝ่ายชายไม่ยอมรับเป็นพ่อ มาร์กได้ติดต่อกับฝ่ายชายพยายามช่วยให้เขารับผิดชอบและแต่งงาน และช่วยให้เขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังคงยืนกรานที่จะไม่รับผิดชอบ เมื่อหญิงสาวคลอดลูกออกมาก็กลายเป็นเด็กไม่มีพ่อ มาร์กเลยประกาศในคริสตจักรว่า ให้ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วช่วยกอดช่วยสัมผัสเด็กคนนี้แต่อย่ายุ่งกะแม่นะครับ ให้เป็นตัวแทนแสดงความรักกับเด็ก ประกาศการมีตัวตนของเขา เพื่อเด็กจะได้รับความอบอุ่น โดยคนในคริสตจักรช่วยกันแสดงความรักทดแทน (Reparenting) เห็นไหมว่า บรรยากาศในสถานที่ที่เราอยู่เมื่อจะทำพันธกิจการเยียวยาก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 4 ทุกคนรับการรักษาให้หายได้หรือ

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนทุกคนรับการรักษาให้หายได้หรือ?


ไม่ครับ ผู้ที่จะหายมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความชำนาญของผู้ทำบำบัด เพราะความลึกในบาดแผลของแต่ละคนแต่ละเรื่องต่างกัน และผู้มีบาดแผลเองต้องอยากหายจริง ๆ รวมถึงวินัยใหม่ในชีวิตของผู้มีบาดแผลและตัวเร้าซึ่งจะนำไปสู่อาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลง


เขาอยากหายจริงๆ หรือ? ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะผู้รับการบำบัดต้องมีอาการเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมนั้น อยากเปลี่ยน มีจุดแตกหักที่เขาต้องตัดสินใจว่าหากเขาไม่เปลี่ยน เขาก็จะอยู่ในสภาพที่ล้มเหลวสูญเสียต่อไป มีหลายคนนำผู้ที่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่พร้อม ไม่เข้าใจมาหาผู้ทำบำบัด ปรากฎว่าเสียเวลาทั้งคู่ เพราะการบำบัดเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันอย่างดีครับ


เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องให้เขามีวินัยใหม่ มีความสม่ำเสมอ ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มลง ไม่เบื่อหน่ายการเริ่มต้นใหม่ เพราะเขารู้ผลอันดีซึ่งเกิดขึ้นมาในภายหลังจากที่มีชีวิตใหม่แล้ว มันล้ำค่าจริง ๆ เขาจึงกล้าและอดทนจนถึงที่สุดในความพยายามนี้ด้วย

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 2 การจัดการกับบาดแผล

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนการจัดการกับบาดแผล


เราจะยอมให้บาดแผลมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราหรือ ชีวิตของเราทุกคนต้องการเป็นคนที่มีชัยชนะ เราต้องการที่จะอยู่อย่างมีความสุขสงบกับทุกคน อยากเป็นคนปกติทั่วไปที่ชื่นชมกับชีวิต มีความภาคภูมิใจ มีความอบอุ่นกับครอบครัว และสนุกสนานกับงาน แต่ว่าบาดแผลเป็นตัวขัดขวางสิ่งเหล่านี้ และผลที่เกิดขึ้นคือการทำลายมากกว่าความสุข ทำให้สูญเสียมากกว่าได้รับ เราต้องตัดสินใจสู้กับมันดีกว่าให้มันครอบงำเรา


เรามีชีวิตเพื่ออนาคต เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกจบดีได้ เราไม่อาจปฎิเสธบาดแผลที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถขจัดมันออกไปและปล้ำสู้กับมันเพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ เพราะเราจะไม่จมอยู่กับบาดแผลนั้น ๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือ


ประการแรก เราจะไม่เอาบาดแผลมาเป็นข้ออ้าง เพื่อปล่อยให้เราใช้ชีวิตไปเลยตามเลย เราจะสู้กับมัน ยอมเปลี่ยนตัวเองแม้ต้องฝืน เหมือนกับคนที่เดินไม่ได้มาหลายปี เขาต้องฝึกกายภาพบำบัด ฝึกการเดินใหม่ เขาต้องปล้ำสู้ต้องฝืนกับการไม่ได้เดินมานาน ต้องทนเจ็บต้องมีใจเด็ดเดี่ยวและก้าวเดินไป เมื่อเรารู้ว่ามีเหตุการณ์ใดที่นำเราไปสู่พฤติกรรมซ้ำรอยเดิม เราจะสู้เราต้องฝืนไม่คิดไม่ทำไม่คล้อยตามเด็ดขาด จนเป็นธรรมชาติใหม่ของเรา


ประการต่อมา เราต้องเลือกที่จะลุกขึ้นใหม่ คนลุกขึ้นใหม่ด้วยสภาพตุปัดตุเป๋ ย่อมดีกว่าคนยอมนอนตายคาสภาพที่พ่ายแพ้ ก็เหมือนกับนักมวยที่เขาตั้งใจจะชนะให้ได้ แม้โดนน็อกครั้งแล้วครั้งเล่าบนเวที แต่ถ้ายังมียกต่อไปให้แก้ตัว เขาก็จะลุกขึ้นมาสู้ เพราะเขาต้องชนะให้ได้ แต่เราทุกคนมีตั้งหลายยกให้ต่อสู้ทั้งชีวิตนะครับ ในเมื่อล้มไปแล้วขอให้กล้าที่จะลุกขึ้นสู้กับมันใหม่


ประการนี้สำคัญ คือ การให้กำลังใจตัวเอง จำไว้ว่าเราเกิดมาเพื่อเปลี่ยน ทุกวันนี้รอบข้างเรามีแต่การเปลี่ยนแปลง อดีตเปลี่ยนไปแล้ว บาดแผลในวันนั้นเราจะไม่ให้มามีผลต่อเราในวันนี้ เพราะเราจะร่วมเปลี่ยนแปลงไปกับโลกที่พระเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็เหมือนกับคนก่อปราสาทอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางที่ดินอันรกร้างว่างเปล่า เขามีนิมิตว่าวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นปราสาท แต่ต้องเริ่มต้นจากอิฐก้อนแรกก่อนครับ เมื่อเริ่มจากอิฐก้อนแรกที่ตรากตรำ ผ่านฝน ผ่านความร้อน ก็จะกลายมาเป็นปราสาทที่ร่มเย็นได้ เพราะถ้าหากเราเปลี่ยนคนรอบข้างก็จะเปลี่ยน


ประการสุดท้าย คือ กล้าเปลี่ยนแปลงนิสัยใหม่เหมือนนักเล่นกล้าม เขาฝึกเล่นกล้ามจนกล้ามเนื้อแข็งแรงและมีรูปร่างใหม่ แต่ต้องผ่านความเจ็บปวดท่ามกลางความหวัง การมีวินัย ความพยายาม และท่ามกลางความฝันว่าสักวันเขาจะเปลี่ยนแปลงร่างกายเขาได้ เขาควบคุมมันจนอยู่มือ และสำเร็จในที่สุด เราจะเปลี่ยนโดยการสร้างนิสัยฝืน ไม่ทำแบบเก่าที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และทำให้เราแย่ไปกับนิสัยนั้น จงปล้ำสู้ มีความใฝ่ฝัน มีนิมิตว่าเราจะเปลี่ยนและเราควรเปลี่ยน เพราะเราสามารถเปลี่ยนได้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่เรา

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 1:ทำไมต้องเยียวยารักษา

ทำไมต้องเยียวยารักษา

เราจะทำการปลดปล่อยและการเยียวยาวิธีไหน

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด โดยเฉพาะผู้บำบัดคริสเตียนที่เชื่อในเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำวิธีไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อาการระดับไหนที่ต้องการการเยียวยา

ก่อนจะเข้าสู่การเยียวยาควรมีช่องทางหรือความเข้าใจก่อนว่าเรื่องนั้นมีผลกระทบระดับไหนต่อเรา เช่น พฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เราต่อสู้และไม่เคยชนะเลย หรือเป็นนิสัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตภายในครอบครัว คู่สมรส หรือที่ทำงานมาก

หลังการเยียวยาเป็นการจบสิ้นหรือไม่? ยังครับ ยังมีการรายงานและพบกับผู้ทำการเยียวยา รูปแบบพบส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม Accountability เพื่อให้รู้ว่ามีคนดูแลเอาใจใส่ และมีการสร้างวินัยที่หลายอย่างต้องไปทำ และบางอย่างต้องหลีกเลี่ยง

ทำไมต้องรับ การเยียวยาปลดปล่อย

โดยเฉพาะคริสตชนที่เชื่อในเรื่องความรอด (Salvation) มักเชื่อว่าทุกสิ่งสำเร็จที่ไม้กางเขนแล้ว แต่อย่าลืมว่าหายเรื่องฝ่ายวิญญาญฯ สำเร็จจริงๆ ในนิตินัย แต่ด้านพฤตินัย เราคงรำคาญกับนิสัย หรืออาการที่เราอ่อนแออยู่ ก็คือบางเรื่องที่เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องพึ่งการสารภาพ การบำบัด ปลดปล่อยอย่างเป็นขบวนการ

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ บาดแผลหรือการถูกกระทำในวัยเด็ก การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และสังคมที่เราอยู่ บวกกับความอ่อนแอของเราในเวลานั้นๆ บางคนสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย แต่บางคนไม่สามารถผ่านไปได้ จำเป็นมากที่การให้คำปรึกษา การบำบัดเยียวยาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะอยู่ในระดับไหน แล้วแต่คนๆ ไป

บางคน บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรับการบำบัดจากผู้บำบัด เพราะหลังจากรับความรอด ได้เข้าสู่สังคมใหม่ของกลุ่มคริสตชน และการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การอธิษฐาน ภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล การสามัคคีธรรมในกลุ่มย่อย ความรักเหล่านี้สามาถเยียวยา ชดเชยเขาได้ และการเจริญเติบโตผ่านการอ่านวรรณกรรม การมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เหมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เหมือนการรับน้ำใหม่เข้ามา ขับไล่น้ำเก่า แต่นิสัย บาดแผล บางคนต้องการรับการดูแลจากผู้ทำการบำบัดเป็นระยะๆ