แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยียวยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยียวยา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้ ตอน 6

เมื่อรับการเยียวยาชีวิตก็ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้
ตอน ห้าเรื่องที่เราไม่สามารถหนีได้ ห้า “เกิดแก่เจ็บตาย ”

เราเรียนเรื่องนี้เพื่อจะรับรู้และเผชิญได้อย่างมีสติปัญญา และรู้ตัวว่าจะแก้ไข หรือรับรู้และสามารถเผชิญกับปัญหาอย่างไร เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังคงวนเวียนเข้ามาในชีวิตเราเสมอ เพียงแต่เราจะรักษามิตรภาพที่ดีกับคนที่เรารัก และคนที่รักเราไว้ในยามทุกข์ยากอย่างไรนั่นแหละสำคัญมาก ยามมีชีวิตอยู่ทำดีดูแลกันให้ดี ยามจากกันไปจะได้ไม่รู้สึกผิดที่เราไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ แม้เราเปลี่ยนใหม่ เราทำดีที่สุด สิ่งที่เราทุกคนต้องเผชิญคือความตาย

ทัศนคติเรื่องความตายของเราต่างกัน สำหรับผม ผมอิจฉาคนที่ตายครับ เพราะว่าคนเราตายไปก็ไปอยู่กับพระเจ้า ไม่มีโรคภัย ไม่เศร้า ไม่ผิดหวัง ไม่ปล้ำต่อสู้เพื่อรักษาความเชื่อ พระเจ้าจะเช็ดน้ำตา เขาจะรับบำเหน็จรางวัล ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงหายหลุดจากความเชื่อ เหมือนพวกเราที่ต้องปล้ำสู้ความบาป เรื่องต้องระวังจะหลงหายไม่ใกล้ชิดพระเจ้า มารล่อลวง ไม่รู้พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น

แต่ทำไมเมื่อคนหนึ่งถึงเวลาที่พระเจ้ารับเขาไป เรากลับไม่ยอมให้เขาตาย เพราะหากมีชีวิตอยู่บางคนอาจเป็นอัมพาต กินไม่ได้ พิการ หรือทำอะไรก็ไม่ได้ บางครั้งเจ้าตัวอยากตาย เพราะจะได้ไปพบพระเจ้า แต่คนเป็นกลับเห็นแก่ตัวอยากให้เขามีชีวิตอยู่ ต้องอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ทรมานกับยาที่กิน

เราจึงต้องคิดว่ามีอะไรที่ดีที่จะให้เขาอยู่ต่อ (ไม่ตายเราเห็นอัศจรรย์ หรือยื้อเวลา) แต่หากเขาตาย (ดีที่สุด) ไม่ต้องทรมานร่างกาย เพราะเจ็บปวดหรือสภาพทำอะไรไม่ได้ ยกเว้นพระเจ้าทำอัศจรรย์ โดยไม่ตายและร่างกายดีสมบูณณ์ก็ เป็นเรื่องที่เราต้องฟังเสียงพระเจ้าชัด ๆ

จากเรื่องทั้งหมดจะเห็นว่าแม้เรารับการเยียวยา เชื่อพระเจ้าผู้อัศจรรย์ เรามีจิตวิญญาณใหม่ แต่รอบข้างเรายังคงเหมือนเดิม ดังนั้นเราต่างหากที่จะต้องเผชิญด้วยความเข้าใจ

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 8 การปลดปล่อยแตกต่างกับการเยียวยา

การปลดปล่อยแตกต่างกับการเยียวยาอย่างไร?

การปลดปล่อย คือ ปล่อยคน ๆ นั้นที่ถูกผูกมัดโดยการสาบาน หรือการผูกมัดด้วยวิญญาณ หรือเสพย์ติดบางเรื่อง จนไม่สามารถหลุดได้ เพราะการถูกผูกมัดนี้เองทำให้เขาผู้นั้นไม่มีอิสระจากวิญญาณจิต เพราะการครอบงำมันมีสามระดับ ระดับอ่อน ๆ คือ ครอบงำ เป็นสิ่งที่ครอบงำในสมอง เราต่อสู้กันกับความคิดในสมอง ระดับที่สองคือ ครอบครอง คือ นิสัยพฤติกรรมบางเรื่องครอบครองจิตใจความคิดหนักกว่าครอบงำ เช่น สามีหลายคนยอมทะเลาะกับภรรยา เพื่อจะได้ดูผลและเล่นการพนันตอนดึก ๆ ซึ่งต่างกับครอบงำ ครอบงำคือยังไม่ทำ คิดแค่ในสมอง สุดท้าย ระดับครอบครองเต็มที่ คือ ถ้าไม่ได้ทำจะทรมาน ถ้าไม่ได้ทำจะหงุดหงิดมาก สรุปคือ การเยียวยาเป็นการรักษาบาดแผลและอาการบาดเจ็บ ปลดปล่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกผูกมัด

บางคนต้องรับการปลดปล่อยและการเยียวยาคู่กันเลย เพราะชีวิตเหมือนเปลือกหัวหอมมีหลายชั้นซ่อนอยู่ข้างใน แน่นอนในการช่วยเหลือผู้ต้องการรับการปลดปล่อยนั้นต้องการทั้งการบำบัดและปลดปล่อย บางคนมีทั้งเรื่องบาดแผลที่พ่ายแพ้บาดเจ็บบวกกับถูกครอบงำในสมองความคิดด้วย ผู้บำบัดก็ต้องช่วยกันไปตามความเร่งด่วนหรือการสำแดงของอาการ เช่น เขาต่อสู้กับเรื่องใดหรือนิสัยนั้น ๆ ที่มีผลเสียต่อคนรอบข้างก็ต้องจัดการครับ

เยียวยาก่อนหรือปลดปล่อยก่อนก็ได้ เพราะไม่มีรูปแบบที่ดีที่สุด เราจะดูว่าสถานการณ์ตอนนั้น เราจะช่วยเขาในรูปแบบไหน เพราะบางคนเมื่อมีความเข้าใจเรื่องบำบัดปลดปล่อยและมีวินัยในการคิด ในการดำเนินชีวิต เขาก็มีอิสระทันที เพราะสภาพแวดล้อม ชีวิตจิตวิญญาณดี เขาอาจไม่ต้องรับการเยียวยาเลยก็ได้ ครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 6 ยังมีคนที่ต้องการแสดงความรัก

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนยังมีคนที่ต้องการแสดงความรัก

ในคริสตักรของมาร์ก แซนฟอร์ด มีเด็ก ๆ หนุ่มสาวมากมายที่ไม่ได้รับความรักและการดูแลจากพ่อแม่อย่างเต็มที่ เด็กเหล่านี้หิวโหยมากครับ แต่ข่าวดีก็คือมีครอบครัวตายายสองคนในคริสตจักรของมาร์ก ท่านสองคนอยู่กันตามลำพัง ก็เหงาตามประสาตายายก็เลยเปิดบ้านให้เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ไปทำอาหาร ไปเล่นที่บ้าน ท่านก็ให้ความรักแก่เด็ก ๆ เหล่านี้ เด็กก็ให้ความรักแก่ท่าน เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สำคัญว่ายังมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ชดเชยความรักในคริสตจักร ซึ่งท่านเหล่านี้อาจจะไม่เก่งในเรื่องทักษะ หรือการบริหารใด ๆ เลยครับ

การทำพันธกิจ การเยียวยา องค์ประกอบสำคัญคือ ความเชื่อร่วมกันทั้งหมดและสร้างบรรยากาศขึ้นมาให้คนที่มาคริสตจักรดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติและไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด หรือไม่กลัวที่จะเล่าเมื่อตนล้มลง เพราะเขารู้ว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพร้อมที่จะอุ้มชูเขา พร้อมที่จะช่วยหนุนกำลังเป็นกำลังใจให้ ส่วนศิษยาภิบาลก็เป็นเหมือนคุณพ่อและผู้อาวุโส พี่น้องในคริสตจักรเหมือนพี่คนโตและพี่คนรองลงมา มีผู้ที่มีอำนาจในจิตวิญญาณสูงสุดคือพระเจ้า ดังนั้น จะทำอะไรก็คำนึงถึงและยำเกรงพระเจ้า พี่น้องเหล่านี้รู้ว่าเมื่อมาคริสตจักรแล้ว เขาจะได้รับกำลังใจใหม่และกลับไปสู้ได้อีกครับ

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 5 สถานที่ที่เขาจะรับการฟูมฟัก

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนสถานที่ที่เขาจะรับการฟูมฟัก

ตัวอย่าง หญิงสาวท้องโดยเด็กไม่มีพ่อ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สถานที่ สังคมที่อยู่ หลายหน่วยงาน หรือ คริสตจักร ไม่มีบรรยากาศของการให้ ความรัก การดูแล และความเป็นธรรมชาติของครอบครัว จุดนี้สำคัญมาก ผมอยากจะเล่าเรื่องคริสตจักรของมาร์ก แซนฟอร์ด ซึ่งเป็นลูกชายของจอห์น แซนฟอร์ด ผู้เขียนและก่อตั้งศูนย์บำบัดเยียวยา

เรื่องมีอยู่ว่าหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของมาร์กรักกับผู้ชายที่ไม่เป็นคริสเตียน ต่อมาก็ท้อง ฝ่ายชายไม่ยอมรับเป็นพ่อ มาร์กได้ติดต่อกับฝ่ายชายพยายามช่วยให้เขารับผิดชอบและแต่งงาน และช่วยให้เขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังคงยืนกรานที่จะไม่รับผิดชอบ เมื่อหญิงสาวคลอดลูกออกมาก็กลายเป็นเด็กไม่มีพ่อ มาร์กเลยประกาศในคริสตจักรว่า ให้ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วช่วยกอดช่วยสัมผัสเด็กคนนี้แต่อย่ายุ่งกะแม่นะครับ ให้เป็นตัวแทนแสดงความรักกับเด็ก ประกาศการมีตัวตนของเขา เพื่อเด็กจะได้รับความอบอุ่น โดยคนในคริสตจักรช่วยกันแสดงความรักทดแทน (Reparenting) เห็นไหมว่า บรรยากาศในสถานที่ที่เราอยู่เมื่อจะทำพันธกิจการเยียวยาก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 4 ทุกคนรับการรักษาให้หายได้หรือ

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนทุกคนรับการรักษาให้หายได้หรือ?


ไม่ครับ ผู้ที่จะหายมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความชำนาญของผู้ทำบำบัด เพราะความลึกในบาดแผลของแต่ละคนแต่ละเรื่องต่างกัน และผู้มีบาดแผลเองต้องอยากหายจริง ๆ รวมถึงวินัยใหม่ในชีวิตของผู้มีบาดแผลและตัวเร้าซึ่งจะนำไปสู่อาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลง


เขาอยากหายจริงๆ หรือ? ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะผู้รับการบำบัดต้องมีอาการเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมนั้น อยากเปลี่ยน มีจุดแตกหักที่เขาต้องตัดสินใจว่าหากเขาไม่เปลี่ยน เขาก็จะอยู่ในสภาพที่ล้มเหลวสูญเสียต่อไป มีหลายคนนำผู้ที่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่พร้อม ไม่เข้าใจมาหาผู้ทำบำบัด ปรากฎว่าเสียเวลาทั้งคู่ เพราะการบำบัดเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันอย่างดีครับ


เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องให้เขามีวินัยใหม่ มีความสม่ำเสมอ ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มลง ไม่เบื่อหน่ายการเริ่มต้นใหม่ เพราะเขารู้ผลอันดีซึ่งเกิดขึ้นมาในภายหลังจากที่มีชีวิตใหม่แล้ว มันล้ำค่าจริง ๆ เขาจึงกล้าและอดทนจนถึงที่สุดในความพยายามนี้ด้วย

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 3 จะจัดการรากของแผลได้อย่างไร

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนจะจัดการรากของแผลได้อย่างไร

ตัวอย่าง เด็กที่เสพย์ติด

การจัดการกับบาดแผล เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีรากก็ย่อมมีผล ทุกอย่างเกิดจากต้นตอคือราก หากเราจะจัดการกับต้นวัชพืชที่สกปรกในหน้าบ้านของเรา เราไม่ควรเอามีดฟันในส่วนของวัชพืชที่โผล่ออกมา หากเราต้องการจะจัดการกับมันอย่างราบคาบ เราต้องขุดรากมันออกมาและเอาไปเผาไฟครับ ไม่ใช่เอาไปฝังดินใหม่ เพราะมันอาจจะออกรากฝอยและรากแขนงเจริญเติบโตจนเป็นต้นใหม่ได้


บาดแผลของเราก็เช่นกัน ส่วนนี้อยากหนุนใจผู้ให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่มี บาดแผลหรือด้านบุคลิกภาพว่าเราต้องจัดการที่รากครับ ส่วนใหญ่เราจะตำหนิ ว่ากล่าวตักเตือน ลงวินัย แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สิ่งที่เขาแสดงอยู่เป็นประจำนั้นอยู่ที่ราก ผมจะยกตัวอย่างให้เห็น เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการเยียวยา ครั้งแรกเขาติดเหล้ามาก เราเลยสร้างวินัยใหม่แก่เขา เข้มงวดกับเขา พร้อมให้ความรักอย่างเต็มที่ ปรากฎว่าเขาดีขึ้นระยะหนึ่ง ต่อมาเรามารู้ว่าเด็กคนนี้เลิกเหล้า แต่แอบไปสูบบุหรี่และสูบจัดมาก เราก็เริ่มทำแบบเดียวกันเขาก็เลิกบุหรี่ แต่เขาแอบไปเล่นการพนันในสลัมที่เขาอยู่โดยเราไม่รู้มาก่อน จุดนี้จะเห็นได้ว่า จริง ๆ ต้องมีอะไรบางอย่างในจิตใจเด็กคนนั้นแน่ และเรามาพบอีกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราเด็กคนนี้พยายามทำตัวให้เป็นคนดีไม่เสพย์ติดสิ่งทั้งปวง แต่ว่าลับหลังเขาแอบไปทำ เราพบว่าที่ผ่านมาเราแก้ที่ผลแต่ไม่ได้จัดการที่รากจริง ๆ


รากของเด็กคนนี้คืออะไร? เราจึงใช้เวลาคุย เปิดเผยให้ความรักกับเด็กวัยรุ่นคนนี้ เราพบว่าจริง ๆแล้วเวลาที่เขาอยากไปเสพย์ติดสิ่งเหล่านี้ คือเวลาที่เขาเหงา ความเหงาหรือรากมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร? จากการทำการเยียวยาสอบถามวิถีชีวิตในวัยเด็กคือเด็กคนนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ให้ความอบอุ่น สัมผัส ชมเชย หรือแสดงความรัก และสังคมที่เขาอยู่คือสลัม เมื่อเขารู้สึกว่าเขาต้องการที่จะหาอะไรมาชดเชยความเหงาได้ เขาก็จะหาอะไรเสพย์ติดเพื่อชดเชยอารมณ์นั้นไป และเราก็พบจุดที่ต้องช่วยเหลือเด็กคนนี้จริง ๆ คือ ท้าทายเขาให้กล้าจะมีชีวิตใหม่ หาจุดชดเชยใหม่ โดยการให้เขาทำบางสิ่งและผู้ทำการบำบัดก็หาผู้ใหญ่ที่อดทน มีความรัก แสดงความรักแก่เด็กคนนี้อย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยวัยเด็ก โดยเฉพาะพลังกลุ่มที่จะช่วยกันมอบไมตรีจิตและแสดงความรักอย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด คือ ให้เขารู้จักความรักของพระเยซูคริสต์ที่เขาสามารถรับได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมากกว่าความรักของมนุษย์ เป็นความรักที่เหนือจะบรรยายได้ เราต้องท้าทายและสอนเด็กคนนี้ให้ได้รับและรู้จักกับความรักของพระเจ้าวันต่อวัน ผ่านการสั่งสอน ผ่านชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้าครับ


จากเรื่องของเด็กคนนี้ เราคงเห็นแล้วว่าเราต้องหาสาเหตุของพฤติกรรมนั้นและทำความเข้าใจก่อน เพื่อจะจัดการรากที่แท้จริง ซึ่งมีเรื่องตัวอย่างมากมายครับ แล้วเราจะกล่าวในตอนอื่น ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องการเปลี่ยน และความรักของพระเจ้าเข้ามาชดเชยทดแทนได้ทั้งหมด โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่แก้ไม่ได้ครับ เพราะพระองค์ทำได้ทุกสิ่ง

หมวดเยียวยาปลดปล่อย-ตอนที่ 2 การจัดการกับบาดแผล

หมวดเยียวยาปลดปล่อย ตอนการจัดการกับบาดแผล


เราจะยอมให้บาดแผลมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราหรือ ชีวิตของเราทุกคนต้องการเป็นคนที่มีชัยชนะ เราต้องการที่จะอยู่อย่างมีความสุขสงบกับทุกคน อยากเป็นคนปกติทั่วไปที่ชื่นชมกับชีวิต มีความภาคภูมิใจ มีความอบอุ่นกับครอบครัว และสนุกสนานกับงาน แต่ว่าบาดแผลเป็นตัวขัดขวางสิ่งเหล่านี้ และผลที่เกิดขึ้นคือการทำลายมากกว่าความสุข ทำให้สูญเสียมากกว่าได้รับ เราต้องตัดสินใจสู้กับมันดีกว่าให้มันครอบงำเรา


เรามีชีวิตเพื่ออนาคต เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกจบดีได้ เราไม่อาจปฎิเสธบาดแผลที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถขจัดมันออกไปและปล้ำสู้กับมันเพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ เพราะเราจะไม่จมอยู่กับบาดแผลนั้น ๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือ


ประการแรก เราจะไม่เอาบาดแผลมาเป็นข้ออ้าง เพื่อปล่อยให้เราใช้ชีวิตไปเลยตามเลย เราจะสู้กับมัน ยอมเปลี่ยนตัวเองแม้ต้องฝืน เหมือนกับคนที่เดินไม่ได้มาหลายปี เขาต้องฝึกกายภาพบำบัด ฝึกการเดินใหม่ เขาต้องปล้ำสู้ต้องฝืนกับการไม่ได้เดินมานาน ต้องทนเจ็บต้องมีใจเด็ดเดี่ยวและก้าวเดินไป เมื่อเรารู้ว่ามีเหตุการณ์ใดที่นำเราไปสู่พฤติกรรมซ้ำรอยเดิม เราจะสู้เราต้องฝืนไม่คิดไม่ทำไม่คล้อยตามเด็ดขาด จนเป็นธรรมชาติใหม่ของเรา


ประการต่อมา เราต้องเลือกที่จะลุกขึ้นใหม่ คนลุกขึ้นใหม่ด้วยสภาพตุปัดตุเป๋ ย่อมดีกว่าคนยอมนอนตายคาสภาพที่พ่ายแพ้ ก็เหมือนกับนักมวยที่เขาตั้งใจจะชนะให้ได้ แม้โดนน็อกครั้งแล้วครั้งเล่าบนเวที แต่ถ้ายังมียกต่อไปให้แก้ตัว เขาก็จะลุกขึ้นมาสู้ เพราะเขาต้องชนะให้ได้ แต่เราทุกคนมีตั้งหลายยกให้ต่อสู้ทั้งชีวิตนะครับ ในเมื่อล้มไปแล้วขอให้กล้าที่จะลุกขึ้นสู้กับมันใหม่


ประการนี้สำคัญ คือ การให้กำลังใจตัวเอง จำไว้ว่าเราเกิดมาเพื่อเปลี่ยน ทุกวันนี้รอบข้างเรามีแต่การเปลี่ยนแปลง อดีตเปลี่ยนไปแล้ว บาดแผลในวันนั้นเราจะไม่ให้มามีผลต่อเราในวันนี้ เพราะเราจะร่วมเปลี่ยนแปลงไปกับโลกที่พระเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็เหมือนกับคนก่อปราสาทอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางที่ดินอันรกร้างว่างเปล่า เขามีนิมิตว่าวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นปราสาท แต่ต้องเริ่มต้นจากอิฐก้อนแรกก่อนครับ เมื่อเริ่มจากอิฐก้อนแรกที่ตรากตรำ ผ่านฝน ผ่านความร้อน ก็จะกลายมาเป็นปราสาทที่ร่มเย็นได้ เพราะถ้าหากเราเปลี่ยนคนรอบข้างก็จะเปลี่ยน


ประการสุดท้าย คือ กล้าเปลี่ยนแปลงนิสัยใหม่เหมือนนักเล่นกล้าม เขาฝึกเล่นกล้ามจนกล้ามเนื้อแข็งแรงและมีรูปร่างใหม่ แต่ต้องผ่านความเจ็บปวดท่ามกลางความหวัง การมีวินัย ความพยายาม และท่ามกลางความฝันว่าสักวันเขาจะเปลี่ยนแปลงร่างกายเขาได้ เขาควบคุมมันจนอยู่มือ และสำเร็จในที่สุด เราจะเปลี่ยนโดยการสร้างนิสัยฝืน ไม่ทำแบบเก่าที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และทำให้เราแย่ไปกับนิสัยนั้น จงปล้ำสู้ มีความใฝ่ฝัน มีนิมิตว่าเราจะเปลี่ยนและเราควรเปลี่ยน เพราะเราสามารถเปลี่ยนได้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่เรา

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 4:อธิษฐานเยียวยาส่วนตัว

หลักการอธิษฐานเยียวยาส่วนตัวแนวทางคริสเตียน

1)สารภาพบาป (ยน1:9)
๐ สารภาพบาปจากผลที่มาจากบาดแผลที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หรือต่อนิสัยในการดำเนินชีวิตของเรา

๐ การสารภาพสำคัญมาก ท่านระบายความโกรธ เจ็บ ต้องระบายออกมาให้หมดต่อหน้าพระเจ้า เพราะหากสิ่งนั้นอยู่ในใจ การประกาศยกโทษจะออกมา

2)หารากของปัญหา
๐ หาราก ว่าสาเหตที่เรามีอาการเช่นนี้เพราะเหตุใด สาเหตุมาจากอะไร และอธิษฐานตัดความสัมพันธ์ หรือการยกโทษให้อภัย หรือปฎิเสธจากคำพูด การดูหมิ่นนั้น

3)อธิษฐานตัดความสัมพันธ์(1ปต2:23-24)ควรออกเสียงให้ได้ยินเบาๆ
๐ ทุกอย่างนำไปที่กางเขน
การอธิษฐานออกเสียงขอให้พระเจ้ายกโทษให้ และนำสิ่งที่เห็นนั้นไปตรึงตายบนกางเขน แต่มันก็มักไม่ตายไปง่าย ๆ ต้องอาศัยความตั้งใจแน่วแน่ของผู้ที่รับการบำบัดภายใน ร่วมกับผู้ให้การบำบัดที่มีชีวิตในพระคริสต์ เราต้องใช้ความอดทนและไม่ยอมแพ้ที่จะจับตัวเก่าตรึงไว้บนกางเขน ให้นานพอทีมันจะตายสนิท
๐ หากเป็นคำพูด คำสัญญา ก็ประกาศยกเลิก คืนคำพูด และมอบไปที่กางเขน
๐ หากเป็นการกระทำ ความขมขื่นเจ็บปวด ปฏิเสธ และประกาศยกเลิก นำไปตรึงที่กางเขน

4)รากฐานชีวิตใหม่(รม12:1-2)
พระคำหนุนใจ
๐ ประกาศกับตัวเอง ในการเป็นไท และเสรีภาพตามพระสัญญา
๐ คำหนุนใจ ประกาศถ้อยคำการยกโทษให้อภัย
๐ ขอเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา และครอบครองส่วนนั้นที่ปลดปล่อย
๐ พระคำพระเจ้าสำคัญมาก

วินัยและความอดทน
๐ อย่าท้อใจเมื่อต้องทำบ่อย ๆ
๐ อย่าท้อเมื่อพลาดอีก
๐ อย่าท้อเมื่อต้องรายงานผู้ทำบำบัด
๐ อย่าท้อเมื่อยิ่งเห็นแผล ความผิดพลาดมากขึ้นและพร้อมจะจัดการมัน
๐ การมีทีมผู้ดูแล และรายงานการกระทำ เมื่อล้มลงอีกรับการประกาศให้อภัย
๐ วินัยใหม่ ในการคิดเป็นอยู่ ตั้งใจปล้ำสู้
๐ สิ่งที่มองฟัง คิด หนังสือ เพลง คนที่คุย คบด้วย การเข้าร่วมกิจกรรม ที่พัฒนากลุ่มคริสเตียนที่รักพระเจ้า และสร้างสรรค์ชีวิต

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 3:ความเข้าใจก่อนรับการเยียวยา

ความเข้าใจก่อนรับการเยียวยา
ผู้ให้การเยียวยา
ความรักและความเป็นผู้ใหญ่สำคัญมาก ต้องเป็นคนใจเย็นและรับฟัง มีสติปัญญา ถ้อยคำแห่งความรู้จะช่วยได้มาก

อย่ายึดรูปแบบเดียว บางเรื่องอาศัยความรัก การระบาย บางเรื่องเกี่ยวกับยา อย่าปฎิเสธที่จะส่งต่อไปยังแพทย์ผู้ชำนาญ บางเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ บางเรื่องเกี่ยวกับการขาดความรัก หรือปฏิเสธในครอบครัว

หากทำในกลุ่ม หรือคนคุ้นเคย สนิทสนม หรือในคริสตจักร อย่านำเรื่องบาดแผล ปัญหาของผู้รับการบำบัดมาเป็นเรื่องที่ล้อเล่น

ระวังการควบคุมกับคนที่เราช่วยเหลือ ผู้รับการเบียวยา ต้องการกำลังใจและการมีใจห่วงใย มากกว่ารู้สึกว่ากำลังถูกจ้องจับผิด จะทำให้ผู้รับการเยียวยาไม่กล้ามาสารภาพ เล่าความผิดพลาดกับเรา และเราก็จะพลาดโอกาสรับรู้ความคืบหน้าไป ทั้งสองคนควรดำเนินชีวิตแบบธรรมชาติ

หากตัดสินใจจะรับการเยียวยาควรมีเวลา รับการบำบัดต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เหมือนหมอ ผ่าตัดแล้วควรมีการเย็บแผล ทำแผล ให้เรียบร้อย

ผู้รับการเยียวยา
อย่ามุ่งแต่คิดว่าเรามีแผล มีปัญหาดังคนไข้ตลอด จะเป็นแบบนี้ตลอดไป ผู้รับบำบัดควรตั้งใจวางรากฐานใหม่ มีวิถีชีวิตใหม่ตามคำแนะนำจากผู้บำบัด

ยอมรับการดูแลจากใครสักคนต่อเนื่อง เพราะการเยียวยาเหมือนการลอกหัวหอมออกทีละชั้น ๆ หรือการแก้ซ่อมสมุดทีละหน้าๆ หรืออาจรับการดูแลภายในกลุ่ม คนในกลุ่มที่เรารู้สึกปลอดภัยและรับการเตือนได้

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 1:ทำไมต้องเยียวยารักษา

ทำไมต้องเยียวยารักษา

เราจะทำการปลดปล่อยและการเยียวยาวิธีไหน

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด โดยเฉพาะผู้บำบัดคริสเตียนที่เชื่อในเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำวิธีไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อาการระดับไหนที่ต้องการการเยียวยา

ก่อนจะเข้าสู่การเยียวยาควรมีช่องทางหรือความเข้าใจก่อนว่าเรื่องนั้นมีผลกระทบระดับไหนต่อเรา เช่น พฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เราต่อสู้และไม่เคยชนะเลย หรือเป็นนิสัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตภายในครอบครัว คู่สมรส หรือที่ทำงานมาก

หลังการเยียวยาเป็นการจบสิ้นหรือไม่? ยังครับ ยังมีการรายงานและพบกับผู้ทำการเยียวยา รูปแบบพบส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม Accountability เพื่อให้รู้ว่ามีคนดูแลเอาใจใส่ และมีการสร้างวินัยที่หลายอย่างต้องไปทำ และบางอย่างต้องหลีกเลี่ยง

ทำไมต้องรับ การเยียวยาปลดปล่อย

โดยเฉพาะคริสตชนที่เชื่อในเรื่องความรอด (Salvation) มักเชื่อว่าทุกสิ่งสำเร็จที่ไม้กางเขนแล้ว แต่อย่าลืมว่าหายเรื่องฝ่ายวิญญาญฯ สำเร็จจริงๆ ในนิตินัย แต่ด้านพฤตินัย เราคงรำคาญกับนิสัย หรืออาการที่เราอ่อนแออยู่ ก็คือบางเรื่องที่เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องพึ่งการสารภาพ การบำบัด ปลดปล่อยอย่างเป็นขบวนการ

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ บาดแผลหรือการถูกกระทำในวัยเด็ก การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และสังคมที่เราอยู่ บวกกับความอ่อนแอของเราในเวลานั้นๆ บางคนสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย แต่บางคนไม่สามารถผ่านไปได้ จำเป็นมากที่การให้คำปรึกษา การบำบัดเยียวยาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะอยู่ในระดับไหน แล้วแต่คนๆ ไป

บางคน บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรับการบำบัดจากผู้บำบัด เพราะหลังจากรับความรอด ได้เข้าสู่สังคมใหม่ของกลุ่มคริสตชน และการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การอธิษฐาน ภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล การสามัคคีธรรมในกลุ่มย่อย ความรักเหล่านี้สามาถเยียวยา ชดเชยเขาได้ และการเจริญเติบโตผ่านการอ่านวรรณกรรม การมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เหมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เหมือนการรับน้ำใหม่เข้ามา ขับไล่น้ำเก่า แต่นิสัย บาดแผล บางคนต้องการรับการดูแลจากผู้ทำการบำบัดเป็นระยะๆ