วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 7:ค่านิยม หรือปรัชญา การดำเนินชีวิตที่ดี

อยากหว่านแต่สิ่งดีๆ ต้องมีค่านิยม หรือปรัชญา การดำเนินชีวิตที่ดี

“อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น” (กท.6:7) ไม่มีข้อยกเว้น กฎก็คือกฎ ถ้าเราหว่านสิ่งที่ดี เราก็จะได้เก็บเกี่ยวพระพร และถ้าเราหว่านความชั่วร้าย เราก็ต้องเก็บเกี่ยวความเจ็บปวด

หลายคนมักถามว่าทำไมเขาทำผิดต่อเรา แต่ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อเขาทำอะไรเรา นั่นมันก็เพราะมันเป็นการหว่าน ยังไม่เจริญเติบโต เขาเพิ่งหว่านเมล็ดลงไปในการกระทำ กว่าจะแตกกลายเป็นรากและเป็นต้น และต่อมาวันหนึ่งมันโตขึ้นเกิดผล ก็เป็นเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยวของเขาได้เช่นกัน

ดังนั้น เราต้องคำนึงว่ายามมีปัญหาเกิดขึ้น เราต้องถามว่านี่เป็นการเก็บเกี่ยวที่เราเคยหว่าน หรือเป็นการริด การทดสอบชีวิตที่อดทน เพื่อเกิดผลอันดี พิสูจน์ตัวจริงของเรา เหมือนทองจะถูกทดสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่ต้องทดสอบด้วยไฟ ในยามถูกทดสอบเรื่องปัญหา ความทุกข์ยากลำบากนั้น เราจะได้สารภาพบาป หรือขอบคุณพระเจ้า

แทนที่เราจะโทษคนอื่น เรามาสำรวจจิตใจและการกระทำของเราเองดีกว่า เพื่อป้องกันการโทษคนอื่น โดยไม่สำรวจว่าเราเคยหว่านอะไรลงไป เช่น เราเคยดูถูกเขาคนนั้น หรือไม่ช่วยเหลือ ยามเขายากลำบาก วันนี้เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับเรา เราก็ถูกกระทำเช่นนั้นเหมือนกัน ก็จะได้ขอบคุณในเหตุการณ์ตอนนี้ เพื่อจะได้เปลี่ยนท่าที กลับใจใหม่ และสารภาพบาปที่เราได้เคยได้ทำแบบนั้นไป จะได้รีบแก้ตัวใหม่ แบบนี้พระเจ้าทรงชอบและทรงอวยพรครับ หรือเราสำรวจจิตใจแล้วว่าเราไม่เคยทำผิดแบบนี้กับใคร ใช่ มันคือการทดสอบ

เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าการทดลองนำเราไปสู่การล้มลง แต่การทดสอบ ก็เพื่อจะเช็คสภาพ ความเชื่อ ความเป็นผู้ใหญ่ ความสามารถของเราจะเผชิญสิ่งนี้ได้หรือไม่ และขอให้ท่านผ่านการทดสอบนี้ให้ได้นะครับ

ค่านิยมใหม่ของเรา คือ ทำดี ไม่สนใจว่าเขาจะตอบแทนเราอย่างไร แต่เราจะทำดีต่อเขา เพราะเป็นนิสัยเป็นชีวิต เป็นค่านิยมของเรา เพราะเชื่อเชื่อกฎในการหว่าน ว่าหากเราหว่านสิ่งที่ดี แม้คนนั้นจะตอบแทนร้าย แต่พระเจ้าก็จะชดเชยให้แก่เรา ตอบแทนเรา เพราะเราทำดีให้พระเจ้า เพื่อพระเจ้า และพระองค์จะทรงตอบแทน ไม่ได้ทำดีเพราะเขา เท่านั้น
การทำดี เป็นค่านิยม การเริ่มก่อน การตอบแทนด้วยการดี การกระทำเหล่านี้ควรเป็นค่านิยมใหม่ของเราผู้เป็นคริสตชน เพราะไม่มีการหว่านใดไม่มีการเก็บเกี่ยว ดังนั้น เราจะเกี่ยวเก็บสิ่งดีหรือไม่ดีอยู่ที่การกระทำของเราในวันนี้ ครับ

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 6:การหว่านและการเก็บเกี่ยว

การหว่านและการเก็บเกี่ยว

สิ่งที่เป็นผลของนิสัยทุกวันนี้ เพราะมันมีรากของมันเหมือนต้นไม้ เมื่อมีผล ย่อมบอกให้รู้ว่าต้นไม้นี้มีราก พระคริสต์ทรงสอน ต้นไม้ดีผลย่อมดี ต้นไม้เลว ผลก็เลวด้วย ยามเราพบปัญหา ต้องถามว่าพระเจ้าให้เราเก็บเกี่ยวผลที่เราเคยหว่าน จนเป็นรากและเป็นต้นสู่การเกิดผลที่เรากำลังรับหรือไม่

มีหญิงคนหนึ่งผู้เขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับการบำบัดเยียวยา จอช์ย เมย์เยออ์ เธอตั้งครรภ์ ปรากฎว่า ลูกคนที่สี่ คลอดลำบากเธอมีอาการอยากอาเจียน เวียนศรีษะ และคลอดด้วยความลำบากมาก วันหนึ่งเธอนอนที่โซฟาและอธิษฐานต่อพระเจ้า จนพระองค์สำแดงว่าเมื่อสองปีก่อนเธอตำหนินักเรียนเช้าวันอาทิตย์ที่ท้องว่าที่นักเรียนคนนี้ขาดเรียน ขาดเพราะไม่รักพระเจ้าแค่ท้องเท่านั้นเอง เรื่องอาการวิงเวียน ปวดหัวอยากอาเจียนก็เป็นแค่ข้ออ้าง แต่วันนี้เมื่อเธอท้อง สิ่งที่เธอเคยตำหนินักเรียนเช้าวันอาทิตย์ของเธอนั้นกลับมาสู่ตัวเธอเอง

ปัญหาทุกอย่างเกิดจากราก เมื่อมีราก จะส่งผลมาสามทาง
1) การละเมิดทางร่างกาย
2) การละะมิดทางอารมณ์
3) การละเมิดทางคำพูด

การแก้ที่ราก เราควรแก้ที่ราก ตัดรากทิ้ง แต่ไม่ใช่ตัดผล เพราะมันยังมีราก และมันก็ยังเกิดผลอออกมาอีก ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น มีเสี้ยนอยู่ในมือ คือ รากมันตำเรา และเราเจ็บคือ ผล เราต้องเราเสี้ยนออก ไม่ใช่แค่ใส่ยา แล้วก็จะหาย

เชื้อวัชพืชต้องตัดถอนต้นหญ้าวัชพืชออก แต่ไม่ใช่แค่ตัดหญ้าเท่านั้น เพราะแม้ตัดหญ้า แต่วัชพืชยังคงอยู่ต่อไป บางครั้งเราใส่ปุ๋ยเติมเข้าไป วัชพืชของเราก็เจริญขึ้น เช่น สิ่งที่พูด สิ่งที่คิด สิ่งที่เก็บเอามาไว้ในใจ (โดยการมอง ฟัง สถานที่ไป คนที่พูด)

การหว่านและเกี่ยว กท6:7 “ อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น”

การหว่านเก็บเกี่ยวเกิดขึ้นเป็นประจำและ เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นวันนี้ ว่าเราเลือกที่จะหว่านอะไร การหว่าน คำพูด หว่านการทำ หว่านความคิด เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งต่าง ๆ ในนั้น ตามที่เราหว่าน หากไม่อยากมีบาดแผล ก็อย่าหว่านสิ่งไม่ควรหว่าน ไม่อยากเก็บเกี่ยวสิ่งใด ก็อย่าหว่านสิ่งนั้น

เราควรหว่านสิ่งที่ดี
๐ ความมี คุณธรรม
๐ เชื่อฟัง เจ้านาย บิดามารดา สามี
๐ สะสมพระคำ คำสอนที่ดี ไว้ในใจ
๐ บริหาร ดูแล การเงิน เวลาดี ไม่เบียดเบียนใคร รู้จักอดออมสะสม ท่านจะเป็นคนให้ยืม ไม่ใช่ขอยืม


ชีวิตที่มีความบริสุทธ์ คือการแยกตัวจากสิ่งชั่วร้าย ผิดศีลธรรม จากการนินทาว่าร้าย คิดร้ายต่อผู้อื่น ชีวิตท่านจะเก็บเกี่ยว ความสงบ สันติสุข ความยินดี อย่างแน่นอน เพราะท่านมองโลกในแง่ความจริง ถูกต้อง พระเจ้ายุติธรรม เราจะมีความสุขกับกลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย เพราะท่านคิดดี พูดดี ใจดี ท่านก็จะน่ารักในสายตาคนทั้งหลาย ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีอันตรายใด ๆ มาย่างกราย คนรอบข้างอยากปกป้อง อยากเข้าใกล้ เพราะท่านมีชีวิตที่ดี เพราะท่านหว่านสิ่งที่ดีแล้วครับ

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 5:รากของบาดแผลจากการไม่ให้เกียรติบิดามารดา

รากของบาดแผลที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือ
จากการไม่ให้เกียรติบิดามารดา


จากการให้คำปรึกษาและการสรุปที่มาของบาดแผลและความเจ็บปวดของคนเอเชีย ผมรู้สึกว่าปัญหาที่พบมากคือมาจากรากของบิดามารดา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าบิดา-มารดาย่อมได้เกียรติในครอบครัวอยู่เสมอ และครอบครัวจะแข็งแรงนำสู่สังคมเข้มแข็ง สถาบันครอบครัว พระเจ้าทรงให้บิดา-มารดาเป็นผู้นำ ในตำแหน่งทรัพยากรในสังคม ใครทำลายครอบครัวคนนั้นทำลายตนเอง

ทุกศาสนา ทุกคำสอน ที่เราหลีกไม่ได้คื การให้เกีรยติแก่บิดามารดา โดยเฉพาะคริสตชน หลักการข้อแรกมาจากพระคัมภีร์เดิม หนึ่งเดียวในบัญญัติสิบประการที่มีพระสัญญาข้อหนึ่ง คือ "จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า .....เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนนาน และเจ้าจะไปดีมาดีในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า" (ฉธบ 5:16)

นี่เป็นหลักการที่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่ว่าในแง่มุมใดในชีวิตเรา ที่เราได้ให้เกียรติแก่บิดามารดาของเรา ในชีวิตส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เพื่อเราจะไปดีมาดี

ทำไมเรื่องนี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นสาเหตุของรากของบาดแผลครับ เพราะคำแช่งสาปไงครับ ทุกศาสนาสอนชัดว่าผู้ไม่ให้เกียรติบิดามารดา ไม่มีใครไปดีมาดีหรอกครับ และคนที่มีปัญหากับพ่อแม่จะมีความสุขอย่างไรได้ สิ่งที่ตามมา เช่น ความขมขื่น ความโกรธ เกลียด พ่อแม่ท่านอาจจะไม่ได้ทำผิด แต่เราเข้าใจผิด หรือเราทำตัวไม่ได้ให้เกียรติ ลบลู่ท่าน ไม่ดูแลท่าน

การให้เกียรติ คือ การเชื่อฟัง พยายามให้ความเคารพนับถือ รัก และให้อภัย พ่อแม่บางคนอาจไม่สมควรได้รับเกียรติ แต่พระเจ้า (ทุกศาสนา) ก็สอนให้เราพยายามด้วยความจริงใจ

๐ เราต้องเข้าใจก่อนว่า พ่อแม่ก็เป็นคนบาปเป็น มนุษย์ปุทุชนธรรดาคนหนึ่งไม่ใช่เหมือนนิยายบางเรื่อง หรือภาพยนต์บางเรื่องที่ฉายมุมดี ๆ สองชั่งโมงจบ ที่จะพูดแต่เรื่อง น่ารัก ๆ เท่านั้น

๐ พ่อแม่เราเอง ท่านเองอาจก็เคยประสบกับเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่า ที่ท่านทำกับเราก่อนเช่นกัน

๐ ดังนั้นเราให้เกียรติท่าน ไม่ใช่เพราะว่าท่านดีไม่ดี หรือสิ่งที่ท่านทำผิดพลาด จะกลายเป็นไม่พลาด เพราะเราต้องให้เกียรติ แต่เพราะพระเจ้าทรงสั่ง และสั่งเป็นกฎฝ่ายวิญญาณแก่เราว่า เพื่อเราจะได้ไปดี มีสุข และ หลักการนี้ก็เป็นจริงในทางกลับกันด้วยเช่นเดียวกัน และเป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยของเรา ไม่ว่าในแง่มุมใดในชีวิตของเรา ที่เราไม่สามารถหรือไม่ได้ให้เกียรติแก่บิดามารดาอย่างที่ลูกควรจะให้แก่พ่อแม่ ชีวิตของเราจะมีปัญหา

เมื่อมีคนมาขอคำปรึกษาจากเรา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องใด วิธีการรักษาของเราก็มักจะเหมือนกัน คือเราจะฟังรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วเราจะสำรวจดูว่ามีส่วนใดในชีวิตของคนนั้นที่ไม่ได้ให้เกียรติแก่บิดาหรือมารดา หรือเขาตำหนิโทษบิดามารดาหรือไม่ ทั้งที่ เรื่องนั้น ๆ เป็นหน้าที่ของตนเอง หรือ บางคนขมขื่นชีวิตในปัจจุบัน เพราะโทษบิดามารดาที่ให้เขาเกิดมาเป็นแบบนี้

หลักการของพระเจ้าเป็นจริงแน่นอน เมื่อเราพรากจากกฎเกณฑ์พื้นฐานของพระเจ้า ความยุ่งยากก็จะเข้ามา ในวันนี้หากใครยังขมขื่น โกรธ น้อยใจ เรื่องหนึ่งเรื่องใดในแง่ของบิดามารดา ขอให้ท่านยกโทษให้อภัย หาโอกาสวันดี ๆ ไปเยี่ยม กราบ หรือเชิญท่าน พาท่านไปทานข้าว หากพ่อแม่ตายไปแล้ว ให้เราสารภาพยกโทษอภัยแก่ท่าน ที่ท่านอาจเคยทำผิดต่อเรา อย่าเก็บความขมขื่นนั้นไว้นาน จนทำลายชีวิตในปัจจุบันของเราครับ

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 4:อธิษฐานเยียวยาส่วนตัว

หลักการอธิษฐานเยียวยาส่วนตัวแนวทางคริสเตียน

1)สารภาพบาป (ยน1:9)
๐ สารภาพบาปจากผลที่มาจากบาดแผลที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หรือต่อนิสัยในการดำเนินชีวิตของเรา

๐ การสารภาพสำคัญมาก ท่านระบายความโกรธ เจ็บ ต้องระบายออกมาให้หมดต่อหน้าพระเจ้า เพราะหากสิ่งนั้นอยู่ในใจ การประกาศยกโทษจะออกมา

2)หารากของปัญหา
๐ หาราก ว่าสาเหตที่เรามีอาการเช่นนี้เพราะเหตุใด สาเหตุมาจากอะไร และอธิษฐานตัดความสัมพันธ์ หรือการยกโทษให้อภัย หรือปฎิเสธจากคำพูด การดูหมิ่นนั้น

3)อธิษฐานตัดความสัมพันธ์(1ปต2:23-24)ควรออกเสียงให้ได้ยินเบาๆ
๐ ทุกอย่างนำไปที่กางเขน
การอธิษฐานออกเสียงขอให้พระเจ้ายกโทษให้ และนำสิ่งที่เห็นนั้นไปตรึงตายบนกางเขน แต่มันก็มักไม่ตายไปง่าย ๆ ต้องอาศัยความตั้งใจแน่วแน่ของผู้ที่รับการบำบัดภายใน ร่วมกับผู้ให้การบำบัดที่มีชีวิตในพระคริสต์ เราต้องใช้ความอดทนและไม่ยอมแพ้ที่จะจับตัวเก่าตรึงไว้บนกางเขน ให้นานพอทีมันจะตายสนิท
๐ หากเป็นคำพูด คำสัญญา ก็ประกาศยกเลิก คืนคำพูด และมอบไปที่กางเขน
๐ หากเป็นการกระทำ ความขมขื่นเจ็บปวด ปฏิเสธ และประกาศยกเลิก นำไปตรึงที่กางเขน

4)รากฐานชีวิตใหม่(รม12:1-2)
พระคำหนุนใจ
๐ ประกาศกับตัวเอง ในการเป็นไท และเสรีภาพตามพระสัญญา
๐ คำหนุนใจ ประกาศถ้อยคำการยกโทษให้อภัย
๐ ขอเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา และครอบครองส่วนนั้นที่ปลดปล่อย
๐ พระคำพระเจ้าสำคัญมาก

วินัยและความอดทน
๐ อย่าท้อใจเมื่อต้องทำบ่อย ๆ
๐ อย่าท้อเมื่อพลาดอีก
๐ อย่าท้อเมื่อต้องรายงานผู้ทำบำบัด
๐ อย่าท้อเมื่อยิ่งเห็นแผล ความผิดพลาดมากขึ้นและพร้อมจะจัดการมัน
๐ การมีทีมผู้ดูแล และรายงานการกระทำ เมื่อล้มลงอีกรับการประกาศให้อภัย
๐ วินัยใหม่ ในการคิดเป็นอยู่ ตั้งใจปล้ำสู้
๐ สิ่งที่มองฟัง คิด หนังสือ เพลง คนที่คุย คบด้วย การเข้าร่วมกิจกรรม ที่พัฒนากลุ่มคริสเตียนที่รักพระเจ้า และสร้างสรรค์ชีวิต

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 3:ความเข้าใจก่อนรับการเยียวยา

ความเข้าใจก่อนรับการเยียวยา
ผู้ให้การเยียวยา
ความรักและความเป็นผู้ใหญ่สำคัญมาก ต้องเป็นคนใจเย็นและรับฟัง มีสติปัญญา ถ้อยคำแห่งความรู้จะช่วยได้มาก

อย่ายึดรูปแบบเดียว บางเรื่องอาศัยความรัก การระบาย บางเรื่องเกี่ยวกับยา อย่าปฎิเสธที่จะส่งต่อไปยังแพทย์ผู้ชำนาญ บางเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ บางเรื่องเกี่ยวกับการขาดความรัก หรือปฏิเสธในครอบครัว

หากทำในกลุ่ม หรือคนคุ้นเคย สนิทสนม หรือในคริสตจักร อย่านำเรื่องบาดแผล ปัญหาของผู้รับการบำบัดมาเป็นเรื่องที่ล้อเล่น

ระวังการควบคุมกับคนที่เราช่วยเหลือ ผู้รับการเบียวยา ต้องการกำลังใจและการมีใจห่วงใย มากกว่ารู้สึกว่ากำลังถูกจ้องจับผิด จะทำให้ผู้รับการเยียวยาไม่กล้ามาสารภาพ เล่าความผิดพลาดกับเรา และเราก็จะพลาดโอกาสรับรู้ความคืบหน้าไป ทั้งสองคนควรดำเนินชีวิตแบบธรรมชาติ

หากตัดสินใจจะรับการเยียวยาควรมีเวลา รับการบำบัดต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เหมือนหมอ ผ่าตัดแล้วควรมีการเย็บแผล ทำแผล ให้เรียบร้อย

ผู้รับการเยียวยา
อย่ามุ่งแต่คิดว่าเรามีแผล มีปัญหาดังคนไข้ตลอด จะเป็นแบบนี้ตลอดไป ผู้รับบำบัดควรตั้งใจวางรากฐานใหม่ มีวิถีชีวิตใหม่ตามคำแนะนำจากผู้บำบัด

ยอมรับการดูแลจากใครสักคนต่อเนื่อง เพราะการเยียวยาเหมือนการลอกหัวหอมออกทีละชั้น ๆ หรือการแก้ซ่อมสมุดทีละหน้าๆ หรืออาจรับการดูแลภายในกลุ่ม คนในกลุ่มที่เรารู้สึกปลอดภัยและรับการเตือนได้

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 2:เสรีภาพจากบาดแผล

เสรีภาพจากบาดแผล

ความสดใสสะอาดของชีวิตทั้งสามด้าน สำคัญมาก!

"ให้เราชำระตัวเราให้ปราศจากมลทินทุกอย่างของเนื้อหนังและวิญญาณ" 2โครินธ์ 7:1


ในพระคัมภีร์ไบเบิลสอนชัดเจนว่าคนเราทุกคนเมื่อรู้สึกดีกับตัวเอง หรือความรู้สกไม่ดี หรือมีอะไรฟ้องผิดในใจ (วิญญาณจิต) ความคิด (หัวใจ) แม้ร่างกายสะอาดย่อมไม่มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพการงานอย่างแน่นอน


ปัจจุบันเราจึงมีสอน อบรมด้านบุคลิคภายนอก แต่สิ่งสำคัญคือความสุขแท้จริงภายในต่างหากที่จะมั่นคงถาวรที่สุด ซึ่งต้องสัมพันธ์กันทั้งภายนอกและภายในต่างหาก


พระเจ้าต้องการให้เราชำระร่างกายสะอาด การดูแลสุขภาพและร่างกายสะอาดส่งผลต่อจิตใจมั่นคง และร่างกายสะอาด ทำสิ่งถูก ทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง


ด้านจิตใจ จะสะอาดเมื่อปราศจากความโลภ โกรธ หลงใหล ใจเข้มแข็ง ไม่โลเล ไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อวิญญาณจิตและใจของเรา ปราถนาแต่พระเจ้า แรงจูงใจเพื่อพระเจ้า เพื่อความดี เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมมีความสุขอย่างเต็มที่


ด้านวิญญาณจิตที่สะอาด ในพระคัมภีร์ไบเบิล 1ธส.5:23 "ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าของเราเสด็จมา"
หมายถึง จิตวิญญาณ หรือจิตใจของเราปราศจากการครอบงำจากราคะ หรืออะลุ่มอล่วยเรื่องผิดต่อศีลธรรม ความดื้อดึง หลงใหล รัก โลภ บางนิสัยที่ครอบงำในจิตใจ และทำจนเป็นนิสัย รับอิทธพลจากเหตุการณ์ในวัยเด็ก ที่เราลืมไปแล้วก็มี


สามส่วนสัมพันธ์ ส่งผลต่อเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เพราะมีหลายคนที่บุคลิคภายนอกดีมากมาย แต่ในจิตใจ จิตวิญญาณ (จิตใจ) ไม่สะอาด ไม่มีสันติสุข และเสรีภาพเลย บางคนภายนอกดี แต่ไม่สามารถเปิดเผยและแสดงชีวิตจริงของตนได้เลย เลยต้องดำเนินชีวิตสองหน้า ปราศจากอิสระภาพจริง ๆ ในการดำเนินชีวิตในโลกนี้

หมวดการบำบัด - ตอนที่ 1:ทำไมต้องเยียวยารักษา

ทำไมต้องเยียวยารักษา

เราจะทำการปลดปล่อยและการเยียวยาวิธีไหน

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด โดยเฉพาะผู้บำบัดคริสเตียนที่เชื่อในเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำวิธีไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อาการระดับไหนที่ต้องการการเยียวยา

ก่อนจะเข้าสู่การเยียวยาควรมีช่องทางหรือความเข้าใจก่อนว่าเรื่องนั้นมีผลกระทบระดับไหนต่อเรา เช่น พฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เราต่อสู้และไม่เคยชนะเลย หรือเป็นนิสัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตภายในครอบครัว คู่สมรส หรือที่ทำงานมาก

หลังการเยียวยาเป็นการจบสิ้นหรือไม่? ยังครับ ยังมีการรายงานและพบกับผู้ทำการเยียวยา รูปแบบพบส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม Accountability เพื่อให้รู้ว่ามีคนดูแลเอาใจใส่ และมีการสร้างวินัยที่หลายอย่างต้องไปทำ และบางอย่างต้องหลีกเลี่ยง

ทำไมต้องรับ การเยียวยาปลดปล่อย

โดยเฉพาะคริสตชนที่เชื่อในเรื่องความรอด (Salvation) มักเชื่อว่าทุกสิ่งสำเร็จที่ไม้กางเขนแล้ว แต่อย่าลืมว่าหายเรื่องฝ่ายวิญญาญฯ สำเร็จจริงๆ ในนิตินัย แต่ด้านพฤตินัย เราคงรำคาญกับนิสัย หรืออาการที่เราอ่อนแออยู่ ก็คือบางเรื่องที่เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องพึ่งการสารภาพ การบำบัด ปลดปล่อยอย่างเป็นขบวนการ

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ บาดแผลหรือการถูกกระทำในวัยเด็ก การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และสังคมที่เราอยู่ บวกกับความอ่อนแอของเราในเวลานั้นๆ บางคนสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย แต่บางคนไม่สามารถผ่านไปได้ จำเป็นมากที่การให้คำปรึกษา การบำบัดเยียวยาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะอยู่ในระดับไหน แล้วแต่คนๆ ไป

บางคน บางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรับการบำบัดจากผู้บำบัด เพราะหลังจากรับความรอด ได้เข้าสู่สังคมใหม่ของกลุ่มคริสตชน และการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การอธิษฐาน ภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล การสามัคคีธรรมในกลุ่มย่อย ความรักเหล่านี้สามาถเยียวยา ชดเชยเขาได้ และการเจริญเติบโตผ่านการอ่านวรรณกรรม การมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เหมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เหมือนการรับน้ำใหม่เข้ามา ขับไล่น้ำเก่า แต่นิสัย บาดแผล บางคนต้องการรับการดูแลจากผู้ทำการบำบัดเป็นระยะๆ